
เงินบาทยังปึ้ก
แนวโน้มอ่อนค่าแต่สิ้นปี'60แข็งกว่าภูมิภาค
แนวโน้มอ่อนค่าแต่สิ้นปี'60แข็งกว่าภูมิภาค
แบงก์ปรับประมาณการเงินบาทสิ้นปีนี้ใหม่ อ่อนค่าเป็น 35.85 บาท/เหรียญสหรัฐ จับตาค่าเงินแข็งขึ้นเป็น 35 ในสิ้นปีหน้า
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) เปิดเผยว่า ได้ปรับประมาณการค่าเงินบาทสิ้นปี 2559 จาก 35.50 บาท/เหรียญสหรัฐ เป็น 35.85 บาท/เหรียญสหรัฐ เป็นระดับที่อ่อนค่าลง หลังจากประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) จะปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีสหรัฐปีนี้เป็นโตไม่ต่ำกว่า 2% จากเดิม 1.8% ทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่เข้าไปเก็งกำไรยังตลาดสหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมให้เงินบาทโน้มอ่อนค่าลงจากเดิมที่มีปัจจัยการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐในเดือน ธ.ค.นี้เป็นหลัก
นอกจากนี้ ได้ประมาณการค่าเงินบาทสิ้นปี 2560 แข็งค่าขึ้นเป็น 35 บาท/เหรียญสหรัฐ ภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจไทยปีหน้าฟื้นตัวต่อเนื่องแต่ละไตรมาสเติบโตไม่ต่ำกว่า 3% การเมืองมีเสถียรภาพ มีโรดแมปเลือกตั้งชัดเจน ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น เงินบาทจึงไม่น่าจะอ่อนค่าลง ส่วนปัจจัยการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐตลาดรับรู้ล่วงหน้าแล้วจึงมีผลน้อย ประเมินว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหว 35.30-35.50 บาท/เหรียญสหรัฐ ในครึ่งปีแรก และเริ่มแข็งค่าในครึ่งหลังของปี จากการเก็งกำไรค่าเงินบาทช่วงการเลือกตั้งปลายปี
นายจิติพล กล่าวว่า การที่ค่าเงินบาทไม่อ่อนค่ามากเมื่อเทียบกับภูมิภาค ทั้งที่ดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องหลังจากเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ มีสาเหตุ 3 ประการ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณใช้ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ระดับต่ำต่อเนื่อง ทำให้เงินร้อนที่หวังลงทุนเพื่อเก็งกำไรเข้าไทยน้อยมาก สัดส่วนนักลงทุนต่างชาติถือครองพันธบัตรไทยมีเพียง 10% เมื่อเทียบกับมาเลเซีย มีสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติถือครองถึง 40% จึงมีแรงเทขายและกระทบกับค่าเงินมากกว่า
ทั้งนี้ อีกสาเหตุหนึ่งมาจากนโยบายเศรษฐกิจของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ แม้จะมีความสุดโต่งมาก แต่กระทบกับเศรษฐกิจไทยน้อย เพราะในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนด้วยการลงทุนภาครัฐและการท่องเที่ยว ขณะที่การส่งออกมีบทบาทน้อยลง ส่วนสาเหตุสุดท้าย คือ ไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับประเทศตลาดเกิดใหม่หลายประเทศ สภาพคล่องจากคิวอียุโรปและญี่ปุ่น ที่สนใจตลาดเกิดใหม่มากกว่าสหรัฐ ประเทศไทยจึงเป็นทางเลือกที่ดีในการโยกเงินเข้ามาลงทุน
“ธปท.เข้ามาดูแลความเคลื่อนไหวค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับเหมาะสมอย่างใกล้ชิด ช่วงนี้ก็มีเข้ามาเรื่อยๆ แต่ไม่มาก แค่ประคองไม่ให้ผันผวนหรือขึ้นลงเร็วเกินไป การดูแลเพียงประเด็นอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนหรือแข็ง สามารถดูแลผ่านทุนสำรองได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการดอกเบี้ยเข้ามาดูแล เพราะจะกระทบกับเศรษฐกิจภาพใหญ่” นายจิติพล กล่าว
อย่างไรก็ดี ตลาดตราสารหนี้เห็นภาพเงินทุนต่างชาติไหลออก ซึ่งตั้งแต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกตั้ง มีการขายบาทบอนด์ออกไปฝากพันธบัตรสหรัฐแล้วราว 8 หมื่นล้านบาท และคาดว่าปีหน้าเงินต่างชาติก็ไม่ไหลเข้ามากนักจากทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐปรับขึ้น แต่ขณะเดียวกันการที่ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลไทย 10 ปี ปรับขึ้นมาที่ 2.6-2.7% ทำให้นักลงทุนไทยที่เคยลงทุนนอกบางส่วนกลับเข้ามาลงทุนในไทย และกลุ่มที่ลงทุนตลาดที่ผลตอบแทนสูง เช่น ตุรกี ก็เข้ามาลงทุนในไทย เฉลี่ยเงินเข้าออกแล้วจึงไม่กระทบให้เงินบาทอ่อนค่า







