posttoday
รุ่นใหม่ต่อยอด ‘ลัคกี้เฟลม’ ขยายผลิตภัณฑ์ครบทั้งครัว

รุ่นใหม่ต่อยอด ‘ลัคกี้เฟลม’ ขยายผลิตภัณฑ์ครบทั้งครัว

25 พฤศจิกายน 2559

โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

กว่าจะเป็นธุรกิจใหญ่ได้ผู้ประกอบการหลายรายก็เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ด้วยกันทั้งนั้น แต่ไม่ใช่ทุกรายจะทำได้ ซึ่งต้องอยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร การสานต่อของรุ่นทายาท คุณภาพบุคลากร และปัจจัยอื่นๆ เป็นส่วนประกอบ ซึ่งบริษัท ลัคกี้เฟลม ถือเป็นตัวอย่างได้ดี

เชาว์เลิศ ลีลาศวัฒนกุล ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ลัคกี้เฟลม เปิดเผยว่า บริษัท ลัคกี้เฟลม มีอายุ 41 ปี เริ่มจากธุรกิจในห้องแถวเล็กๆ ห้องเดียวแล้วขยายเป็นโรงงาน ซึ่งเชาว์เลิศเกิดในยุคที่เป็นโรงงานแล้วและผูกพันกับธุรกิจมาก สมัยเด็กช่วงปิดภาคการศึกษาก็มาช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ในโรงงานเสมอ ทำให้รู้สึกว่าเติบโตมาพร้อมบริษัท เห็นตั้งแต่บริษัทมีพนักงานแค่ 200 คน จนปัจจุบันมี 500-600 คน ทราบดีว่ากว่าที่พนักงานร่วมกันทำให้บริษัทโตมาทุกวันนี้ผ่านความยากลำบากมาแค่ไหน จึงอยากรักษาให้บริษัทโตไปเรื่อยๆ

เมื่อมุ่งมั่นเช่นนี้ จึงเลือกเรียนปริญญาตรีด้านวิศวกรรมเครื่องกลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจครอบครัว พอเรียนจบก็เลือกไปทำงานกับบริษัทใหญ่ของญี่ปุ่นก่อน เพราะต้องการหาประสบการณ์ภายนอก เรียนรู้ว่าคนที่เป็นพนักงานทั่วไปรู้สึกอย่างไรในการทำงาน เวลานั้นเชื่อว่าหากกลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัวเลย พนักงานที่อยู่มานานอาจมองว่าเป็นลูกเถ้าแก่ จนเกรงใจไม่กล้าสอนหรือแนะนำ ทั้งยังมองว่าการไปทำงานกับบริษัทขนาดใหญ่ก่อนจะได้เรียนรู้ระบบบริหารงานเพื่อย้อนกลับมาดูบริษัท ลัคกี้เฟลม

หลังทำงานบริษัทอื่น 2 ปี ก็ลาออกไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ แล้วจึงกลับมาเริ่มทำงานที่บริษัท ลัคกี้เฟลม เมื่อ 7 ปีก่อน ช่วงแรกที่เข้ามาเกิดภาวะคัลเจอร์ช็อกกับวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่าง เนื่องจากเคยทำงานกับบริษัทญี่ปุ่นที่มีระบบประเมินผลการทำงานที่จับต้องได้ เมื่อเปลี่ยนมาทำธุรกิจครอบครัวระบบการทำงานยืดหยุ่นมาก ถ้อยทีถ้อยอาศัย อำนาจบริหารอยู่ที่ศูนย์กลาง ระดับบริหารมีไม่กี่คน

“ข้อดีของระบบธุรกิจครอบครัว คือ ทำเพื่อผลประโยชน์บริษัทเต็มที่ ผู้ตัดสินใจคือผู้บริหาร ถ้าเป็นระบบบริษัททั่วไปจะให้งบแต่ละฝ่ายไปจัดการ บางครั้งจ่ายแล้วอาจไม่คุ้มแต่ถ้าบริหารจัดการดีก็ทำให้พนักงานระดับกลางถึงล่างพอใจ”

ภารกิจช่วงแรกในลัคกี้เฟลม คือ ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้สดใหม่ขึ้น เพราะภาพลักษณ์เดิมค่อนข้างอายุมาก โดยภาพลักษณ์เติบโตตามอายุแบรนด์ ซึ่งเชาว์เลิศมองว่าหากปล่อยให้ภาพลักษณ์แบรนด์อายุมากต่อไป ลูกค้าจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ จึงต้องรีเฟรชแบรนด์ให้ดูหนุ่มสาวเหมือนเมื่อครั้งเริ่มทำแบรนด์ ทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์ทันสมัยขึ้น เพื่อจับกลุ่มเป้าหมายสำคัญคือคนอายุ 30 ปีขึ้นไปที่เพิ่งซื้อบ้านหลังแรก

ขณะเดียวกันได้เพิ่มกลุ่มผลิตภัณฑ์ เดิมมีผลิตภัณฑ์หลักเป็นเตาแก๊สอย่างเดียว ซึ่งตลาดนี้เล็กลงเรื่อยๆ ก็เพิ่มกลุ่มที่เกี่ยวข้อง เช่น เตาไฟฟ้า เตาแก๊สยุโรปแบบบิลต์อินเน้นนำเสนอความสวยงามของครัว เครื่องดูดกลิ่น เครื่องปรับแรงดันก๊าซ และอื่นๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ในครัว โดยเน้นเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย อย่างไรก็ตามบริษัทเคยลองทำเครื่องทำน้ำอุ่นขาย แต่ได้ผลตอบรับว่าเวลาคนนึกถึงแบรนด์ลัคกี้เฟลม จะนึกถึงเรื่องก๊าซ เรื่องในครัว ในที่สุดจึงไม่เน้นการขายเครื่องทำน้ำอุ่นมาก เน้นรับผลิตส่งให้แบรนด์อื่นมากกว่า และหากจะทำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้อยู่ในครัวอีกหลังจากนี้คงพัฒนาแบรนด์ใหม่ไม่ใช้ลัคกี้เฟลม

นอกจากนี้ยังลงทุน 5-6 ล้านบาท ในระบบไอทีด้านการวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กรโดยรวม (อีอาร์พี) เพื่อให้การทำงานทุกส่วนเชื่อมโยง ลดงานฝ่ายบริหารและงานเสมียน ทำให้เก็บข้อมูลถูกต้องแม่นยำขึ้น เพราะมองว่าหากต้องการทำให้บริษัทเติบโต การวางระบบเป็นเรื่องจำเป็น ส่วนแผนงานที่วางไว้หลังจากนี้ คือ ขยายโรงงานใหม่ตั้งอยู่ใกล้โรงงานเดิม โดยมีพื้นที่ 5 ไร่ ใช้เงินลงทุนไม่รวมที่ดิน 30-40 ล้านบาท คาดว่าพร้อมเริ่มผลิตได้ครึ่งปีหลังปี 2560 หลังขยายโรงงานนี้จะรองรับแผนขยายธุรกิจได้ 10 ปี โรงงานใหม่จะมุ่งผลิตผลิตภัณฑ์ในครัวที่ไม่ใช่
เตาแก๊ส และวางแผนขยายผลิตภัณฑ์นอกครัว แต่ยังอยู่ในบ้าน 3 ปีข้างหน้า

เชาว์เลิศ กล่าวว่า ปีนี้ตั้งเป้าหมายรายได้บริษัทโต 5-6% จากปีก่อนโต 10-11% สาเหตุที่เติบโตลดลงเพราะเศรษฐกิจไม่ดี กระทบเครดิตลูกค้า ขณะที่ปี 2560 คาดว่าจะโตอย่างต่ำ 10% เนื่องจากโรงงานใหม่เริ่มผลิตได้ ทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ประกอบกับระบบบริหารจัดการดีขึ้นหลังจากลงทุนไอที สัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายจะมาจากเตาแก๊ส 80%

ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ที่ปีหน้าเน้นเสนอ คือ เตาไฟฟ้า และเตาแก๊สแบบยุโรปที่บิลต์อินในตัวห้องครัว เพื่อตอบโจทย์คนสร้างบ้านใหม่ที่ไม่ได้มองเตาแก๊สแค่ใช้ทำอาหาร แต่เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งไว้ประดับบ้าน ปัจจุบันมีแบรนด์เตาแก๊สยุโรปทำตลาดนี้อยู่ แต่อาจไม่เหมาะกับการนำมาใช้ทำอาหารไทย จนทำให้คนที่สร้างบ้านต้องสร้างครัวแยกเป็นครัวเปียกทำอาหารไทยใช้เตาแก๊สแบบบ้านๆ และมีครัวแห้งเป็นครัวยุโรปไว้โชว์ ซึ่งบริษัทจะมาเจาะช่องว่างตลาดนี้ ทำเตาแก๊สบิวท์อินแบบที่เน้นสวยงามและใช้งานได้จริงด้วย

ด้านการทำตลาดปีหน้ายังให้ความสำคัญช่องทางตัวแทนจำหน่ายเช่นเดิม แต่เพิ่มช่องทางโมเดิร์นเทรดมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางโมเดิร์นเทรดขยายไปต่างจังหวัดรวดเร็ว โดยเดิมบริษัทมีสินค้าวางในโมเดิร์นเทรดแต่ไม่ได้ให้น้ำหนักทำตลาดมาก เพราะขณะนั้นมีผลิตภัณฑ์ไม่กี่รายการ แต่ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย คุ้มค่ากับการจ้างพนักงานแนะนำการขายประจำที่โมเดิร์นเทรด ส่วนการขายผ่านช่องทางออนไลน์จะปล่อยให้ตัวแทนจำหน่ายดำเนินการเอง บริษัทจะไม่ลงไปทำตลาดนี้โดยตรงแข่งกับตัวแทน เพราะเชื่อว่า บริษัทและตัวแทนทำธุรกิจร่วมกันมานานควรโตไปพร้อมกัน

เชาว์เลิศ กล่าวว่า จะให้ความสำคัญกับการส่งออกมากขึ้นด้วย ปัจจุบันสัดส่วนส่งออกอยู่ที่ 15% เป็นการส่งไปกว่า 20 ประเทศ แต่หลักๆ มาจากประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) หลังจากนี้จะมองตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลางและแอฟริกา โดยการขยายตลาดส่งออกจะดำเนินการผ่านตัวแทนจำหน่ายทั้งหมด

“การใช้อุปกรณ์ทำอาหารแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ในซีแอลเอ็มวีด้วยกันยังต่างกัน เช่น ไทยชอบใช้ไฟแรงทำอาหารผัด เวียดนามไม่ชอบไฟแรงขอไฟวงเล็ก ทำอาหารต้มๆ ลวกๆ มาก เมื่อบริษัทจะไปขยายตลาดต่างประเทศมากขึ้น ก็ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงความต้องการตลาดเหล่านี้ด้วย ล่าสุดบริษัทกำลังพัฒนาเตาแก๊สที่ใช้แก๊สธรรมชาติ (เอ็นจีวี) อยู่ รองรับการส่งออกไปประเทศที่ใช้แก๊สเอ็นจีวีประกอบอาหาร”

เชาว์เลิศ ทิ้งท้ายว่า ในธุรกิจครอบครัวการไหลเวียนของพนักงานค่อนข้างนิ่ง ทุกคนรู้สึกเหมือนอยู่กับครอบครัว อยู่กันแบบพี่น้อง แต่มีข้อเสียคือพนักงานที่ปรับตัวตามยุคสมัยไม่ได้ ไม่เรียนรู้สิ่งใหม่จะไม่โต หน้าที่สำคัญของผู้บริหารธุรกิจครอบครัวคือ ทำให้พนักงานที่รักองค์กร อยู่กับองค์กรนานๆ ปรับตัว เรียนรู้ได้ เพราะเมื่อเขารักองค์กรอยู่แล้ว ก็เป็นกำลังสำคัญที่ทำให้องค์กรเติบโต

ขณะที่การสานต่อธุรกิจครอบครัวเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีปัญหาคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่คิดเห็นต่างกัน เพราะคนรุ่นใหม่รับความเสี่ยงได้มากเพราะอายุยังน้อยกล้าได้กล้าเสีย แต่คนรุ่นก่อนทำอะไรระมัดระวัง วิธีแก้คือสื่อสารพูดคุยให้มาก มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าทำแบบนี้แล้วได้ผลลัพธ์เช่นไร สร้างความเชื่อมั่นให้คนรุ่นก่อน ถ้าต้องการขยายธุรกิจควรเริ่มจากส่วนเล็กๆ เพื่อพิสูจน์สิ่งที่คิด ไม่ใช่เริ่มจากโครงการใหญ่ใช้งบมาก

เมื่อการเริ่มต้นธุรกิจเกิดจากความรักและผูกพันจะเป็นกุญแจสำคัญขับเคลื่อนธุรกิจครอบครัวให้ก้าวไปได้อย่างมั่นคง

ชื่อ-นามสกุล

เชาว์เลิศ ลีลาศวัฒนกุล (เชาว์) อายุ 33 ปี

ประวัติการศึกษา

- ปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชา เครื่องกล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

- ปริญญาโท Engineering Business Manage- ment , Warwick University, United Kingdom ประวัติการทำ งาน

- ดีไซน์ เอนจิเนียร์ บริษัท อีซุซุ เทคนิคัลเซ็นเตอร์ออฟ เอเชีย

- ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ลัคกี้เฟลมปรัชญาการทำ งาน

- ยิ่งผิดพลาด ยิ่งเรียนรู้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท