
เปิดแผนฟื้นฟูไอแบงก์ ลุยหาพันธมิตรใหม่
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ ได้ชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูกิจการ หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) 27 ก.ย. 2559 มีมติให้กระทรวงการคลัง จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (Islamic Bank Asset Management หรือ IAM) เพื่อโอนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีเอฟ มูลค่าราว 5 หมื่นล้านบาท ให้ IAM บริหารจัดการ ซึ่งปัจจุบันคลังได้จัดตั้งเอเอ็มซีเรียบร้อยแล้วเมื่อ 29 ก.ย. 2559
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมใส่เงินเพิ่มทุน 1.8 หมื่นล้านบาท แก้ปัญหาเงินกองทุนที่ติดลบถึง 27% เนื่องจากสาเหตุที่การเจรจาหาพันธมิตรร่วมทุนรอบแรกเมื่อต้นปีที่ผ่านมาต้องยุติลง เพราะกระทรวงการคลังตั้งเงื่อนไขให้ผู้ร่วมทุนใหม่ต้องใส่เงินเพิ่มทุนเพื่อแก้กองทุนติดลบ ทำให้ไม่มีนักลงทุนสนใจ ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กระทรวงการคลังจึงตกลงที่จะใส่เงินเพิ่มทุนใหม่ให้ไอแบงก์ ทำให้การเดินหน้าสรรหาพันธมิตรจะเริ่มได้อีกครั้งในต้นปี 2560 ซึ่งยังมีพันธมิตรเก่าที่ยังสนใจจะเข้ามาเจรจาอยู่หลายราย
ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานกรรมการไอแบงก์ กล่าวว่า ในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ จะประชุมผู้ถือหุ้นมีวาระสำคัญคือเรื่องการลดทุนและเพิ่มทุนใหม่ โดยปัจจุบันมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 48.5% ธนาคารออมสิน 39% ธนาคารกรุงไทย 9% ที่เหลือเป็นรายย่อยราว 200 ราย ถือหุ้นรวมกัน 1%
ทั้งนี้ ขั้นตอนการเพิ่มทุนจะเริ่มจากการแจ้งผู้ถือหุ้นรายเดิมก่อนว่าต้องการซื้อหุ้นเพิ่มทุนหรือไม่ หากมีคนซื้อบางส่วน หุ้นส่วนที่เหลือกระทรวงการคลังจะจัดสรรเม็ดเงินเพิ่มทุน หรือหาหน่วยงานในสังกัดเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงต่อไป ซึ่งที่ผ่านมามีการพูดถึงเรื่องการนำเงินจากกองทุนพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือแบงก์รัฐ เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้ด้วย ซึ่งผลจากการเพิ่มทุน 1.8 หมื่นล้านบาท จะทำให้เงินกองทุนจากที่ติดลบ 27% กลับมาเป็น 0 หรือเป็นบวกเล็กน้อย โดยคาดว่าเม็ดเงินเพิ่มทุนจะเข้ามาภายในกลางปี 2560
ดังนั้น การใส่เงินเพิ่มทุนก้อนใหม่จะทำให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เกินกว่าที่ พ.ร.บ.ธนาคารกำหนดให้กระทรวงการคลัง ถือได้ไม่เกิน 49% ระหว่างนี้กระทรวงการคลัง ต้องทำเรื่องเสนอ ครม. ให้ยกเว้นให้คลังถือหุ้นในไอแบงก์เกิน 49% เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะสามารถหาพันธมิตรใหม่ได้
สำหรับแผนดำเนินงานจากนี้เตรียมเสนอกระทรวงการคลังขอกลับมาปล่อยกู้ลูกค้ารายใหญ่ที่มีวงเงินกู้สูงกว่า 200 ล้านบาทได้อีก เนื่องจากปี 2556 คลังมีคำสั่งห้ามปล่อยกู้รายใหญ่ เพราะเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ทำให้ธนาคารได้รับความเสียหาย
แต่เนื่องจากเป้าหมายในปี 2560 คือการลดการขาดทุนให้เหลือ 0 ล้านบาท จากปี 2559 ที่คาดว่าจะขาดทุนอยู่ราว 2,000 ล้านบาท ซึ่งทยอยลดลงจากปี 2558 ขาดทุน 4,595 ล้านบาท และปี 2557 ที่ขาดทุนสูงถึง 9,545 ล้านบาท จึงทำให้ธนาคารต้องเร่งเรื่องการหารายได้เพิ่ม ดังนั้นธนาคารจึงตั้งเป้าหมายปล่อยกู้ลูกค้ารายใหญ่ทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และปล่อยกู้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจน้ำดีเพื่อหารายได้เพิ่ม
ขณะที่การปล่อยกู้รายย่อยเน้นกลุ่มชาวมุสลิมมากขึ้น ล่าสุดมีโครงการสินเชื่ออพาร์ตเมนต์มุสลิมและห้องพัก มีผู้ที่ยื่นขอสินเชื่อแล้วกว่า 100 ราย และโครงการตะกาฟุลร่วมใจเพื่อไอแบงก์ เป็นการทำประกันตามหลักศาสนา มียอดผู้ทำประกันรวมกว่า 100 ล้านบาท และมีการบริหารต้นทุนเงินฝากและต้นทุนการบริหารงาน เช่น การทยอยปิดสาขา 20 แห่ง เพื่อลดค่าใช้จ่าย และเตรียมปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ เพราะมีหลายหน่วยงานที่มีคนซ้ำซ้อน
ทั้งนี้ คาดว่าหากสามารถเดินไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งเรื่องการปล่อยสินเชื่อที่ควบคุมความเสี่ยง การลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ และได้ข้อสรุปเรื่องพันธมิตรใหม่ที่มีความสามารถในการทำธุรกิจตามหลักศาสนาอิสลามภายในปี 2560 จะช่วยให้ธนาคารอิสลามฯ สามารถกลับมาทำธุรกิจธนาคารได้อย่างเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง







