
นโยบายทรัมป์ต่อจีน
โดย...สำนักส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ไมอามี
โดย...สำนักส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ไมอามี
ภายใต้นโยบายหาเสียงของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ โดนัลด์ ทรัมป์ พบว่าอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงในกลุ่มประเทศเอเชียมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากการประกาศอย่างชัดเจนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะใช้ความพยายามทุกวิถีทางในการดึงเอากลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตสินค้ากลับสหรัฐ
ทั้งนี้ สำนักส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ไมอามี ได้รวบรวมข้อมูลพบว่า การย้ายฐานผลิตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่สหรัฐไปยังประเทศในแถบเอเชีย โดยเฉพาะจีน เนื่องจากประเทศแถบเอเชียมีความสามารถในการเพิ่มกำลังแรงงาน เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามระยะเวลาที่กำหนดได้อย่างรวดเร็ว เช่น บริษัท Jabil Circuit Inc. ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชั้นสูงรายใหญ่ที่มีรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงให้แก่บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ของโลก ได้แก่ Apple Inc. และ Electrolux SA เป็นต้น ที่สามารถเพิ่มกำลังแรงงานกว่า 3.5 หมื่นคน ในโรงงานผลิตในจีน เพื่อรองรับคำสั่งการผลิตได้ภายในระยะเวลาเพียง 6 สัปดาห์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะนำอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่กลับเข้าระบบเศรษฐกิจของสหรัฐ เพื่อฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยสถาบันนโยบายเศรษฐกิจ (Economic Policy Institute) เคยพยากรณ์ว่า ในระหว่างช่วงปี 2540-2556 การย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในสหรัฐกว่า 5.4 ล้านตำแหน่ง ทำให้โรงงานผลิตสินค้าจำเป็นต้องปิดกิจการลงกว่า 8.2 หมื่นแห่งทั่วสหรัฐ
นอกจากนี้ นโยบายหาเสียงของ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังวางแผนที่จะเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็น 45% เพื่อลดการพึ่งพาการผลิตจากจีน ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบทางตรงต่อบริษัทผู้ผลิตสินค้าที่มีฐานการผลิตในจีน เช่น บริษัท Apple Inc. บริษัท Dell Technologies และบริษัท HP Inc. เป็นต้น
ด้าน เควิน ไล ตัวแทนบริษัท Daiwa Capital Markets สาขาฮ่องกง ให้ความเห็นว่า หากมีการบังคับใช้กฎหมายนี้จริงน่าจะส่งผลกระทบทำให้ยอดผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ของจีนลดลงสูงถึง 4.8% และทำให้ปริมาณการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐลดลง 87% ภายใน 3 ปี อีกด้วย
อย่างไรก็ดี ยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากนโยบายดังกล่าว เนื่องจากโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มมีท่าทีต่อนโยบายทางการค้าที่อ่อนลง นับตั้งแต่มีการประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หากมีการเริ่มใช้มาตรการทางภาษีที่เข้มงวดกับจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของโลกแล้ว มีความเป็นไปได้ที่โรงงานผลิตสินค้าที่ได้รับผลกระทบจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นในทวีปเอเชียที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า เช่น เวียดนาม แทนที่จะย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐตามที่วางแผนไว้
ปัจจุบันสหรัฐพึ่งพาการผลิตและนำเข้าสินค้ากลุ่มชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากจีนในปริมาณมาก โดยระหว่างเดือน ม.ค.-ก.ย. 2559 สหรัฐนำเข้าสินค้ากลุ่มดังกล่าวจากจีนเป็นมูลค่าสูงถึง 9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% นอกจากนี้ สหรัฐยังพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ได้แก่ มาเลเซีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน เวียดนาม และไทย โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐสูงสุด คือ เครื่องรับโทรศัพท์ มูลค่า 2,325 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 8.4 หมื่นล้านบาท) รองลงมา ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า มูลค่า 560 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท)
สำหรับความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่มความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) นั้น น่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของไทย เนื่องจากไทยไม่ได้เป็นประเทศสมาชิกกลุ่มความตกลงดังกล่าว ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งที่สำคัญ เช่น เวียดนาม และมาเลเซีย ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีส่งออกสินค้าไปยังประเทศในกลุ่มสมาชิก
ขณะที่นโยบายการตั้งกำแพงภาษีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากจีนเพิ่มขึ้นเป็น 45% นั้น อาจเป็นโอกาสสำหรับไทยเป็นศูนย์กลางและฐานผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ของสหรัฐ แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของจีนเดิมที่กระจายฐานการผลิตมายังไทย ทำให้จำเป็นต้องลดขนาดหรือปิดกิจการได้ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด







