
Act East Policy
จากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศยืนยันที่จะยกเลิกกรอบการค้า TPP ทันทีที่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในต้นปีหน้า
โดย...การดี เลียวไพโรจน์ | กรรมการผู้จัดการ C asean | [email protected]
จากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศยืนยันที่จะยกเลิกกรอบการค้า TPP ทันทีที่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในต้นปีหน้า แม้ว่าสหรัฐไม่ได้เป็นประเทศริเริ่ม และไม่ได้เป็นเจ้าของ TPP เพียง
ผู้เดียว แต่การยกเลิกการเข้าร่วม TPP ของสหรัฐ ทำให้ TPP นั้นหมดความสำคัญโดยสิ้นเชิง และยิ่งทำให้กรอบความร่วมมือ RCEP ของอาเซียน +6 มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น
RCEP คือกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่าง 10 ประเทศในอาเซียน กับคู่ค้าสำคัญอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย โดยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกันถึงหนึ่งในสามของโลกหรือ 75 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีมูลค่าการค้ารวมกันมากเป็น 28% ของมูลค่าการค้าโลก และครอบคลุมประชากรสูงถึง 48% ของประชากรโลก โดยมีจีนและอินเดียเป็นตัวแปรสำคัญ
อินเดียเองให้ความสำคัญกับประเทศอาเซียน โดยนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี สานต่อนโยบายจากนายกรัฐมนตรีคนก่อนที่มี “Look East Policy” มาตลอด 20 ปี มาสู่การลงมืออย่างเป็นรูปธรรมเป็น Act East Policy ที่ดำเนินการมาตลอดระยะเวลา 2 ปี มุ่งสร้างความร่วมมือกับกลุ่มประเทศอาเซียน +3 และ +6 ในทุกมิติ ไม่เพียงแต่ความร่วมมือทางการค้า การลดกำแพงภาษี แต่รวมถึงการยกระดับกระบวนการผลิต ไปจนถึงการพัฒนาคนและสิ่งแวดล้อม
ประเทศที่อินเดียให้ความสำคัญมากที่สุดและจะเป็นจุดเชื่อมต่อสู่อาเซียนที่สำคัญ คือ เมียนมา ในด้านภูมิศาสตร์ อินเดียและเมียนมามีพรมแดนเชื่อมต่อกันยาวถึง 1,700 กิโลเมตร และมีโครงการสำคัญอย่าง India-Myanmar-Thailand Trilateral Highway ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างอินเดียและอาเซียนตอนเหนือได้เป็นอย่างดี
พร้อมกันนี้ อินเดียก็ได้ริเริ่มนโยบาย “Make in India” โดยพยายามสร้างความเชื่อมโยงในซัพพลายเชนของโลก ให้อินเดียเป็นฐานการผลิต โดยเน้นที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงการบริการด้านเทคโนโลยี และเน้นการผลิตเพื่อตลาดอินเดีย รวมไปถึงประเทศในอาเซียน และกลุ่มประเทศในอินโด-แปซิฟิกที่มีศักยภาพและการเติบโตสูง หลังตกขบวนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลกเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เพื่อสร้างอินเดียให้เป็นฮับการผลิตและการบริการเทคโนโลยีขั้นสูงของโลกในอนาคต







