
ฟันธงค่าบาทอ่อนต่อเนื่อง
เอชเอสบีซีคาดปีหน้าไม่ถึง 36.7 บาท/เหรียญสหรัฐ ยันดุลชำระเงินแกร่ง
เอชเอสบีซีคาดปีหน้าไม่ถึง 36.7 บาท/เหรียญสหรัฐ ยันดุลชำระเงินแกร่ง
เอชเอสบีซี ชี้ปีหน้าค่าเงินบาทอ่อนต่อเนื่อง แต่ไม่ถึง 36.7 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เผยดุลชำระเงินแข็งแกร่ง
นายพอล แม็คเคล ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายวิจัยอัตราแลกเปลี่ยนตลาดเกิดใหม่ ธนาคารเอชเอสบีซี เปิดเผยว่า ธนาคารได้คาดการณ์ว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่าลงเช่นเดียวกับสกุลเงินอื่นในเอเชีย แม้ว่าปัจจัยที่มาจากเงินบาทโดยตรงจะมีจำกัด โดยเงินบาทจะค่อยๆ ปรับตัวอ่อนค่าลงเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐเมื่อเข้าสู่ปี 2560 แต่ก็ยังไม่ถึงระดับของสถิติเมื่อเดือน ต.ค. 2558 ที่ 36.7 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
“ฐานะดุลการชำระเงินของไทยค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่อยู่ในระดับสูงมีแนวโน้มจะทรงตัวต่อไป ในขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และการนำเข้าสินค้าทุนสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานน่าจะเริ่มเห็นชัดเจนมากขึ้นเพียงในระยะปลายของการก่อสร้างในส่วนงานโยธา นอกจากนี้ ภาวะการท่องเที่ยวดูจะแข็งแกร่งมากกว่าที่หลายคนคาด ถึงแม้จะอยู่ในห้วงเวลาของการไว้อาลัย และอาจจะเป็นเช่นนี้ต่อไป ถึงแม้จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้า” นายแม็คเคล กล่าว
อย่างไรก็ตาม การไหลเข้าของเงินลงทุนต่างชาติไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนค่าเงินบาท เนื่องจากเงินทุนจากต่างชาติเพิ่งจะกลับเข้ามาในปีนี้หลังจากที่ไหลออกไปในช่วง 3 ปีก่อน ดังนั้น ความเสี่ยงที่เงินทุนต่างชาติจะไหลออกและฉุดให้เงินบาทอ่อนค่าลงเป็นเวลานานนั้นยังมีจำกัด
ทั้งนี้ หากเงินบาทแข็งค่ากว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาคมากเกินไป ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มที่จะเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศ และผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ เพื่อสนับสนุนการลงทุนต่างประเทศของนักลงทุนภายในประเทศ ซึ่งนโยบายด้านอัตราแลกเปลี่ยนของไทยมีความระมัดระวังสูงในการดูแลความผันผวน (ทั้งสองด้าน) ของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับเงินเหรียญสหรัฐ
“เงินเปโซฟิลิปปินส์และเงินบาทไทยน่าสนใจมากกว่าเงินหยวนและเงินริงกิตมาเลเซีย ส่วนเงินรูปีอินเดีย และเงินรูเปียห์อินโดนีเซียน่าจะมีแนวโน้มที่ดีที่สุดในกลุ่มสกุลเงินประเทศตลาดเกิดใหม่ที่จัดว่ามีความเสี่ยงสูง” นายแม็คเคล กล่าว
ทั้งนี้ สกุลเงินเอเชียเผชิญกับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นหลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ทั้งนี้ การวิเคราะห์บนสมมติฐานที่ปัจจัยภายนอกไม่ค่อยเอื้ออำนวย โดยเฟดอาจจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์หากรัฐบาลสหรัฐมีการออกมาตรการทางการคลัง ขณะเดียวกัน ผลพวงจากการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งขึ้นอาจไม่ได้ส่งผลบวกต่อผู้ส่งออกในเอเชียมาก หากสหรัฐใช้นโยบายกีดกันทางการค้ามากขึ้น







