
รถไร้คนขับ : วิถีชีวิตและภัยไซเบอร์
โดย...พีระพงศ์ จงวิบูลย์
โดย...พีระพงศ์ จงวิบูลย์
รถไร้คนขับเริ่มเป็นหัวข้อในการสนทนามากขึ้น โดยประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ และสวิตเซอร์แลนด์ได้เริ่มการทดสอบยานพาหนะไร้คนขับนี้แล้ว ทั้งนี้ บริษัท การ์ทเนอร์ คาดว่า ภายในปี 2573 จะมีการใช้รถไร้คนขับในตลาดประเทศที่มีความพร้อมมากนี้ถึง 25%
ในขณะที่รถไร้คนขับแสดงถึงวิสัยทัศน์ต่ออนาคต สำหรับพวกแฮ็กเกอร์แล้วย่อมเป็นโอกาสในการโจรกรรมด้วยเช่นกัน ซึ่งตอนนี้อุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมความปลอดภัยกำลังให้ความสำคัญ
รถไร้คนขับจะใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ อาทิ เซ็นเซอร์ เรดาร์ GPS mapping เพื่อให้รถขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้ ซึ่งต้องมีการต่อเชื่อมระบบ รวมทั้งต้องสร้างเครือข่ายการเชื่อมโยงแบบไร้สายไปยังผู้ผลิตและผู้ให้บริการบุคคลที่สามให้สามารถเข้ามาจัดการแก้ไขให้บริการในกรณีต่างๆ ได้เช่นกัน ซึ่งจุดนี้คือประเด็นปัญหาที่แฮ็กเกอร์สามารถทำการรีโมทเข้ามาที่รถเข้าไปในระบบ จึงเกิดความเสี่ยงเรื่องการขโมยข้อมูลด้านการค้าและข้อมูลส่วนตัว รวมถึงมีผลถึงความปลอดภัยด้านกายภาพของคนและสิ่งของด้วยเช่นกัน
แนวโน้มภัยที่อาจเกิดขึ้นกับรถไร้คนขับ ได้แก่ :
เข้ามาทางจุดอ่อนในระบบ - ไม่ใช่ว่าระบบและเครือข่ายในรถยนต์จะถูกสร้างขึ้นมาเหมือนกันหมด ผู้โจมตีจะหาช่องโหว่บนบริการที่การปกป้องน้อยกว่า เช่น ระบบความบันเทิง และพยายามที่จะกระโดดเข้ามาเครือข่ายภายในรถไปยังระบบที่มีความสำคัญมากขึ้นผ่านระบบการสื่อสารที่เชื่อมโยงกันนั้น เช่น ระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ ซึ่งอาจจะทำให้แสดงข้อความบนหน้าจอขึ้นมาเองว่า “Engine fault” (เครื่องยนต์มีความผิดพลาด) และ “Cruise Control is Active” (ใช้โหมดควบคุมพาหนะอยู่)
ด้านความเสถียรภาพของระบบ - รถประเภทเดิมๆ นั้นมักจะมีการควบคุมดูแลรักษาได้ดีระดับหนึ่งและผลิตมาจากโรงงานผู้ผลิตรายเดียว แต่รถไร้คนขับนี้จะได้รับการพัฒนามาจากผู้ค้าที่หลากหลาย อาทิ ด้านซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาการใช้งานในลักษณะคาดเดาล่วงหน้าไม่ได้
นอกจากนั้น ยังคาดว่าจะเห็นภัยที่รู้จักอยู่แล้ว อาทิ ภัยที่เกิดบนแล็ปท็อปและสมาร์ทโฟน จะไปเกิดที่อุปกรณ์ไอโอทีและรถไร้คนขับ อาทิ
แรนซัมแวร์ : ในปัจจุบันเราพบแรนซัมแวร์บนแล็ปท็อปและสมาร์ทโฟน เราอาจมีโอกาสแบ็กอัพข้อมูลไว้ จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าไถ่ แต่ภัยแรนซัมแวร์ที่จะเกิดกับรถไร้คนขับจะเป็นเรื่องที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แรนซัมแวร์อาจเข้ามาควบคุมรถและเมื่อรถอยู่ห่างจากบ้านจะแสดงตนที่หน้าจอภายในรถ แจ้งว่ารถถูกควบคุม ไม่สามารถทำงานและเคลื่อนที่ได้ และเรียกค่าไถ่เพื่อให้รถกลับมาทำงานได้เช่นเดิม จึงคาดว่าค่าเสียหายที่จะเกิดขึ้นน่าจะมากกว่าที่เกิดขึ้นบนแล็ปท็อปและสมาร์ทโฟนหลายเท่าตัว
สปายแวร์ : นอกจากนี้ จะมีสปายแวร์ที่แฮ็กเกอร์ใช้รวบรวมข้อมูลของท่าน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่ท่านชอบไปบ่อยๆ คนที่ไปกับท่าน ของที่ท่านชอบซื้อ ท่านซื้อของจากที่ไหน ท่านลองคิดดูว่า หากแฮ็กเกอร์รู้ว่าท่านจะไม่อยู่บ้านเวลาใดบ้าง และขายข้อมูลดังกล่าวให้กับแก๊งมิจฉาชีพที่จะทำการโจรกรรมทรัพย์สินที่บ้านท่าน หรือใช้ข้อมูลบัญชีออนไลน์ของท่านกวาดเงินไปจนหมดบัญชี
ท้ายสุด รถไร้คนขับนี้เป็นเหมือนเกตเวย์ของธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ท่านทำทุกๆ วัน เช่น การชำระเงินแบบออโตเมติกสำหรับค่ากาแฟ ค่าที่จอดรถ ค่าซ่อมแซมต่างๆ และการใช้เทคโนโลยีการชำระเงินประเภท RFIDs และ Near Field Communications (NFC) ของบัตรต่างๆ จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งการเข้าข้อมูลที่รถของท่านได้นี้ เท่ากับเป็นอีกวิธีที่จะดึงข้อมูลของท่านและผู้โดยสารในรถที่มีค่าเหล่านี้ไปได้
การเตรียมตัวเหล่านี้เพื่อจะให้รถไร้คนขับเป็นวิถีชีวิตแนวใหม่ ที่ผู้คนจำนวนมากสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น







