
แนะรับมือ ฟินเทคบูม ตกงาน10%
ผู้เชี่ยวชาญแนะรัฐเตรียมรับมือ อี-คอมเมิร์ซ ฟินเทคบูม ทำคนตกงาน 10%
ผู้เชี่ยวชาญแนะรัฐเตรียมรับมือ อี-คอมเมิร์ซ ฟินเทคบูม ทำคนตกงาน 10%
นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ รองศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้บริโภคหันมาใช้จ่ายผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น สะท้อนผ่านการเติบโตของระบบอี-คอมเมิร์ซอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นการขยายตามร้านค้าปลีกออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ โลกการค้าที่เปลี่ยนแปลง ภาครัฐต้องเตรียมรับมือ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อบุคลากรภาคส่วนทางด้านการเงิน ทำให้มีคนตกงานเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% หากรัฐไม่มีการเตรียมรับมือ เหมือนกรณีการเปิดเสรีร้านค้าปลีกในประเทศไทย ที่ส่งผลกระทบต่อร้านโชห่วยรายย่อยอย่างเห็นได้ชัด
ขณะที่รัฐบาลได้ร่วมมือกับอาลีบาบา สร้างช่องทางการจัดจำหน่ายและช่องทางบริการด้านการเงินที่สะดวกยิ่งขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดี และต้องแนะให้ธุรกิจปรับตัว สร้างอาชีพรองรับ และใช้นโยบายการพัฒนาที่ไม่ทอดทิ้งคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ให้ตกหล่นจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจ มิเช่นนั้นปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำยังคงไม่หายไป
ด้าน น.ส.ลัดดาวัลย์ เลขมาศ ผู้อำนวยการศูนย์ SMEs มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศไทยขยายตัวแบบก้าวกระโดด จากรายงาน Thailand Tech Startup Ecosystem Q2 Report 2016 โดย Techsauce พบว่า ประเทศไทยมีมีอัตราการเติบโตของจำนวนสตาร์ทอัพไทยที่ได้รับเงินทุนเพิ่มขึ้นถึง 29 เท่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาจากจำนวนเพียง 3 รายในปี 2555 มาเป็นมากกว่า 71 ราย ในเดือน มิ.ย. 2559 และเงินลงทุนที่สตาร์ทอัพไทยสามารถระดมทุนได้สูงถึง 108 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาจากจำนวนเพียง 2.1 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2555
อย่างไรก็ตาม แม้ธุรกิจสตาร์ทอัพจะขยายตัวแบบก้าวกระโดด แต่พบว่าอัตราความล้มเหลวของสตาร์ทอัพมีมากถึง 90% โดยสาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจสตาร์ทอัพล้มเหลว คือ การขาดทีมเวิร์กที่ดี ผลิตภัณฑ์และบริการไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ขาดเงินทุนที่ใช้หมุนเวียนในธุรกิจ ไม่สามารถทำให้ธุรกิจเติบโตได้ ไม่เข้าใจถึงสภาพการแข่งขันที่แท้จริงของธุรกิจ การเพิกเฉยต่อความต้องการของลูกค้า
ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจสตาร์ทอัพ ควรพิจารณาถึงความผิดพลาดที่พบได้บ่อยจากสตาร์ทอัพที่เคยล้มเหลวมาก่อน และนำมาใช้เป็นบทเรียนที่สำคัญเพื่อเป็นแนวทางนำไปสู่ความสำเร็จของธุรกิจ” น.ส.ลัดดาวัลย์ กล่าว







