
บจ.กำไร2แสนล้าน
บจ.อวดกำไรไตรมาส 3 กว่า 2.09 แสนล้าน พุ่งพรวด ธุรกิจโรงพยาบาลแจ่มสุด ขณะที่สื่อสารดิ่งสุด โบรกฟันธงเฟดขึ้นดอกเบี้ยแน่ปีหน้าเห็น 4-5 ครั้ง
บจ.อวดกำไรไตรมาส 3 กว่า 2.09 แสนล้าน พุ่งพรวด ธุรกิจโรงพยาบาลแจ่มสุด ขณะที่สื่อสารดิ่งสุด โบรกฟันธงเฟดขึ้นดอกเบี้ยแน่ปีหน้าเห็น 4-5 ครั้ง
บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ออกบทวิเคราะห์ว่า จากการรวบรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) งวดไตรมาส 3 ปี 2559 ณ วันที่ 15 พ.ย. ที่ประกาศกำไรออกมาแล้วจำนวน 543 บริษัท หรือคิดเป็น 92% ของบริษัททั้งตลาดที่ 588 บริษัท มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 2.09 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 190% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิเพียง 6.01 หมื่นล้านบาท เนื่องจากในช่วงเวลานั้นหลายกลุ่มอุตสาหกรรมมีผลขาดทุนจำนวนมาก สต๊อกน้ำมันและสินค้าคงคลัง ผลจากราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว แต่ลดลง 15% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 2 ที่ผ่านมา
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่มีกำไรเพิ่มขึ้นทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า และมีอัตราการเติบโตเลข 2 หลัก คือ กลุ่มการแพทย์ กำไรพุ่ง 17% และ 41% ตามลำดับ หลักๆ มาจาก กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) จากมีรายได้การแพทย์เติบโต และ BDMS มีกำไรจากการขายหุ้นบางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) ในทางตรงข้าม กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่มีกำไรแย่ลงมาก ทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อน และอัตราการลดลงในตัวเลขระดับ 2 หลัก คือ กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ลดลง 38% และ 47% ตามลำดับหลักๆ จาก บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) ทรูคอร์ปอเรชั่น (TRUE) ผลจากการตัดจำหน่ายค่าใบอนุญาตใหม่ ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่สูงขึ้น และมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ลบ 27% และ ลบ 42 QoQ หลักๆ จากการขาดทุนของ บริษัท บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี (BJCHI) อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) รวมทั้งเอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI) มีกำไรลดลงมาก ส่วนกลุ่มธนาคาร กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ มีกำไรในทิศทางเดียวกับภาพรวมตลาด คือเพิ่มขึ้นมาก
ทั้งนี้ กำไรไตรมาส 3 ที่ดี ทำให้แนวโน้มประมาณการกำไรปีนี้มีโอกาสปรับขึ้นอีก ส่วนประมาณการกำไรปีหน้าโดยรวมยังค่อนข้างทรงตัว
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงปิด 1,473.85 จุด ลดลง 0.79 จุด มูลค่าซื้อขาย 51,297.65 ล้านบาท ต่างชาติขายอีก 2,440 ล้านบาท ภายหลังคาดกันว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยแน่นอนในการประชุมวันที่ 13-14 ธ.คนี้
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า เฟดจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยขึ้นอย่างแน่นอน มาจากปัจจัยข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้นชัดเจน รวมถึงสัญญาณตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
นอกจากกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ จะเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ในปี 2560 มีโอกาสสูงที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ถึงจำนวน 4-5 ครั้ง ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากก่อนหน้านี้ประเมินว่ากรณีนางฮิลลารี คลินตัน ชนะ เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้ง
“ความกังวลว่าเฟดขึ้นดอกเบี้ยกดดันให้ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่องจากต้นปี 2559 ถึงเดือน ต.ค. 2559 ต่างชาติซื้อสุทธิ 1 แสนล้านบาท เริ่มกลับมาขายสุทธิ ช่วงครึ่งแรกของเดือน พ.ย. 2559 ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จึงเสี่ยงที่ต่างชาติจะขายออกมาต่อเนื่องได้ถึงสิ้นปีนี้ ส่งผลให้ดัชนีช่วงที่เหลือของปีจะเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 1,420-1,520 จุด”
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ กล่าวว่า เป็นที่แน่นอนเกือบจะ 100% ว่าเฟดน่าจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 0.50-0.75% จากเดิม 0.25-0.50% มองผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยแต่ไม่มาก
อย่างไรก็ดี จากการศึกษาในอดีตพบว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ส่งผลให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่ปรับตัวลงในช่วง 1-3 เดือนแรก ตามการไหลออกของเม็ดเงินลงทุนไปยังสหรัฐ จากอัตราผลตอบแทนตราสารเงินและตราสารหนี้ที่สูงขึ้น
“ปัจจัยที่น่ากังวลกว่าคือการที่เฟดอาจยุติการลงทุนซ้ำในตราสารที่เคยเข้าซื้อตามโครงการ QE ที่หมดอายุจะลดทอนสภาพคล่องในตลาดแต่จะยังไม่เห็นในช่วง 1 ปีข้างหน้านี้”







