
ห่วงพรบ.ข้อมูลส่วนบุคคล กระทบสิทธิเอกชน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็น ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ... ที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีแนวโน้มเกิดการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและสิทธิความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปแสวงหาประโยชน์หรือเปิดเผยโดยมิชอบหรือโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล เพื่อประโยชน์ในทางการค้า หรือเพื่อประโยชน์ในการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในการกระทำความผิดต่างๆ
น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า กระทรวงได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ... โดยสาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ.นี้ต้องการดูแลและป้องกันข้อมูลของประชาชนไม่ให้ถูกละเมิด พร้อมกับมีกลไกการตรวจสอบดูแล และป้องกัน รวมถึงดำเนินการตามขั้นตอนกับผู้ที่ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างรวดเร็ว มีบทลงโทษอย่างเข้มงวด
“พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นประโยชน์อย่างมากต่อประชาชน ที่จะดูแลคุ้มครองการถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงมีบทลงโทษอย่างชัดเจน ทำให้ผู้กระทำความผิดได้รับบทลงโทษอย่างรวดเร็ว เช่น การปลอมแปลงข้อมูลต่างๆ ทำให้ผู้ถูกละเมิดจะได้รับการคุ้มครอง ซึ่งการเปิดรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ พร้อมมีการปรับแก้ไขให้สอดคล้องกับกฎหมายฉบับอื่นๆ” น.อ.สมศักดิ์ กล่าว
ด้าน กิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยที่จะมีกฎหมายดังกล่าวขึ้นมาในประเทศไทย เพราะมีความสำคัญในการทำธุรกิจกับต่างประเทศ หากไม่มีกฎหมายฉบับดังกล่าว จะทำธุรกิจกับต่างประเทศได้ยากมากขึ้น ซึ่งกฎหมายของไทยจะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานของกฎหมายในต่างประเทศด้วย อีกทั้งในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวต้องจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบด้วยตัวแทนจากส่วนต่างๆ แต่ไม่มีตัวแทนจาก ส.อ.ท. จึงอยากให้มี ตัวแทนจาก ส.อ.ท.ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย
ขณะเดียวกันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน ถือว่าเวลารวดเร็วมาก แตกต่างจากต่างประเทศ ทั้งยุโรปและสิงคโปร์ กฎหมายจะมีผลบังคับใช้เป็นเวลาประมาณ 2-3 ปี เพื่อทำให้ภาคเอกชนและประชาชนมีความเข้าใจ พร้อมปรับตัวและรับรู้ข้อมูลที่สำคัญ รวมถึงภาครัฐจะต้องมีความพร้อมวางระบบโครงสร้างดิจิทัลรองรับให้ได้
“มีความเป็นห่วงภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ที่จะต้องเตรียมบริหารจัดการข้อมูลไว้รองรับการมีร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งในยุโรปมีการยกเว้นกฎหมายนี้กับธุรกิจเอสเอ็มอีด้วย”
อรดา วงศ์อำไพวิทย์ กรรมการในคณะกรรมการกฎหมายธุรกิจและกฎระเบียบผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีความเป็นห่วงเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ให้อำนาจของคณะกรรมการชุดนี้อย่างมาก สามารถเข้าไปตรวจสอบยึดข้อมูลได้ทันที มีผลกระทบมากต่อภาคเอกชนและประชาชน รวมทั้งการทำกฎหมายฉบับนี้จะต้องมีความสอดคล้องกับกฎหมายฉบับอื่นๆ ของประเทศไทย และสอดคล้องกับกฎหมายของต่างประเทศด้วย ควรมีกระบวนการตรวจสอบและนำความคิดเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปปรับแก้ไขก่อนออกกฎหมายอีกครั้ง
ขณะที่ เสรี วัฒนวรางศิกูร ผู้อำนวยการกฎหมาย เออีซี ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ร่างกฎหมายระบุขอบเขตในด้านต่างๆ ที่ไม่ชัดเจน อีกทั้งควรปรับให้สอดคล้องกับการส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศ ส่วนการจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ควรจะต้องจัดตั้งเป็นองค์กรอิสระ และไม่ให้ภาครัฐมากำกับดูแล
ทั้งนี้ น.อ.สมศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากรับฟังความคิดเห็นแล้วจะนำความเห็นทั้งหมดมาปรับปรุงให้เสร็จภายในเดือน ธ.ค. 2559 หลังจากนั้นจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และจะเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายในปี 2560 คาดว่าภายในเดือน มี.ค. 2560 กฎหมายจะเริ่มมีผลดำเนินการได้ รวมทั้งร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงดีอี ทั้งหมด ที่มีอยู่อีก 6 ฉบับ จะดำเนินการให้เสร็จในเดือน ธ.ค. 2559 และเสนอต่อ สนช.ในปี 2560 เช่นกัน







