posttoday
กูรูจี้ไทยสร้างสตาร์ทอัพโต

กูรูจี้ไทยสร้างสตาร์ทอัพโต

17 พฤศจิกายน 2559

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

บาลา จักราวาตี ศาสตราจารย์ด้านการสร้างผู้นำและการเปลี่ยนแปลง สถาบันการพัฒนาและบริหารจัดการระหว่างประเทศ (ไอเอ็มดี) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ เสนอให้ไทยต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเติบโตของสตาร์ทอัพ ด้วยการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การสนับสนุนเงินทุนให้เปล่าแก่สตาร์ทอัพเพื่อนำมาทดลอง รวมทั้งต้องสร้างตลาดมารองรับกลุ่มสตาร์ทอัพเหล่านี้

บาลา ระบุถึงข้อเสนอดังกล่าว หลังจากตั้งข้อสังเกตว่าในไทยไม่มีกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพที่เติบโตสูง เป็นดาวรุ่งไปทั่วโลก ที่กันเรียกว่า ยูนิคอร์น โดยปัจจุบันทั่วโลกมียูนิคอร์นกว่า 174 ราย แต่ละยูนิคอร์นมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือมาร์เก็ตแคป กว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ) โดย 25 อันดับสูงสุดของกลุ่มยูนิคอร์นนั้น อยู่ในภูมิภาคเอเชียกว่า 13 ราย คือ 8 ยูนิคอร์นอยู่ในจีน 4 ยูนิคอร์นในอินเดีย และอีก 1 ยูนิคอร์นในเกาหลีใต้ แต่ไทยยังไม่มียูนิคอร์นเกิดขึ้น

“อันดับการแข่งขันไทยเทียบกับคู่แข่งอยู่กลางๆ สาเหตุที่ไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้น เพราะยังขาดและมีจุดอ่อนด้านการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ และยังไม่มีตลาดให้สตาร์ทอัพ ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องมาช่วยกัน สนับสนุนให้เกิดการทดลองและวิจัยใหม่ โดยไทยต้องหาจุดที่ดิจิทัลเป็นเพื่อนกับเราให้เจอ และต้องผลิตยูนิคอร์นขึ้น” บาลา กล่าว

บาลา ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีใหม่ๆ มาแทนที่เทคโนโลยีเก่าไม่ได้ทำลายบริษัท แต่ที่ทำลายคือผู้นำที่ไม่ดี คืออยู่เฉยและไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นผู้นำองค์กรต้องกล้าที่จะคิดและเสนอสิ่งใหม่ เพื่อเราจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของเทคโนโลยีและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้ได้มากที่สุด

กมลวรรณ วิปุลากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิเอราวัณกรุ๊ป กล่าวว่า โรงแรมเป็นธุรกิจที่นำเทคโนโลยีใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการลูกค้า เช่น ระบบจองออนไลน์ การเช็กอินโดยใช้สมาร์ทโฟน นอกจากนี้ทางกลุ่มยังได้นำระบบจัดการรายได้เข้ามาใช้ ทำให้คาดการณ์ได้ว่าหากต้องการรายได้จำนวนเท่านี้ จะต้องขายรายย่อยเท่าไหร่ ขายกลุ่มประชุมสัมมนาเท่าไหร่ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดี นอกจากนี้เทคโนโลยีใหม่ยังทำให้กลุ่มฐานลูกค้าโรงแรมขยายตัวจากเดิมอายุเฉลี่ย 25-60 ปี แต่ปัจจุบันเป็น18-80 ปี และยังช่วยขยายตลาดผ่านแอพพลิเคชั่นจองออนไลน์ เช่น อโกด้า บุ๊กกิ้ง โซเชียลมีเดีย ทำให้ตลาดกว้างและการขายสะดวกขึ้น โดยปัจจุบันกว่า 80% เป็นการจองห้องพักผ่านช่องทางออนไลน์

เชาวลิต เอกบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การเงินและการลงทุน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) กล่าวว่า สำหรับ SCG ผลกระทบที่น่าจะเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีใหม่มี 3 ด้าน คือ 1.ผลกระทบต่อธุรกิจหลัก คือ ปูนซีเมนต์ต่อไปจะมีอะไรมาแทนหรือไม่ ปิโตรเคมีมีเทคโนโลยีใหม่อะไรที่เปลี่ยนบ้างเพื่อเตรียมการปรับตัวไว้ล่วงหน้า2.การเป็นประเทศไทย 4.0 ที่เทคโนโลยีจะเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่แนวโน้มต้องเป็นอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ หรือทุกอย่างต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตให้ได้ ทำให้ฐานการผลิตต้องปรับตัวให้เชื่อมโยงไปให้ถึงผู้บริโภคให้ได้ และ 3.มาร์เก็ตเพลส หรือแหล่งรวมร้านค้าออนไลน์อย่างอาลีบาบา ที่ต้องดูว่าต่อไปกำไรในการทำธุรกิจจะอยู่บนมาร์เก็ตเพลสหรืออยู่ที่การผลิต ซึ่งใน 3 ส่วนนี้มาร์เก็ตเพลสเปลี่ยนเร็วที่สุด

นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ปัจจุบันสินค้าในภาคเกษตรจะมีปัญหาในด้านมาตรฐานมากมายอยู่แล้ว เพราะแต่ละตลาดกำหนดมาตรฐานสินค้าต่างกัน แต่เมื่อเทคโนโลยีมาน่าจะป่วนภาคการเกษตร คือ แม้ไม่มีเทคโนโลยีชีวภาพก็ยากที่จะผลิตสินค้าชนิดใหม่ สินค้า Functional Foods ที่ชนชั้นกลางรุ่นใหม่ในตลาดโลกต้องการอยู่แล้ว และเกษตรกรยังไม่มีความรู้ด้านพันธุ์พืชสัตว์ที่รับมือการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศได้ และการที่เกษตรกรไม่มีเทคโนโลยีเพราะราคาแพง ยังอาจจะทำให้เกษตรกรรายเล็กเสียเปรียบรายใหญ่ได้

ขณะที่ องอาจ พงศ์กิจวรสิน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยยังไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากนวัตกรรมที่จะมาใช้แทนอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ใช้พลังงานเดิมยังไม่ชัดเจน แม้ว่าจะมีการส่งเสริมรถพลังงานไฟฟ้า และตลาดมองว่ารถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าจะมาแทนที่ก็ตาม ประกอบกับไทยไม่ใช่ผู้ผลิตโดยตรง แต่เป็นบริษัทต่างชาติ ขณะที่ไทยวางตัวเป็นฐานการผลิตของโลก หรือฮับของตลาดรถยนต์โลก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท