
ผ่าแนวคิดสคบ.ยุคใหม่ ลบข้อครหาเสือกระดาษ
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
หลังจากข้ามห้วยจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ ก็ได้ประกาศ 5 นโยบายหลักที่ใช้ในการขับเคลื่อนเพื่อปกป้องคุ้มครองผู้บริโภค แม้ว่าจะมีจำนวนเจ้าหน้าที่ทำงานเพียงกว่า 300 คน แต่ต้องแบกความหวังของประชาชนเพื่อปกป้องสิทธิเพื่อไม่ให้ถูกเอารัด
เอาเปรียบ
ทั้งนี้แนวทางการบริหารงานภายใต้จะเน้นตรวจเข้ม ตรวจสอบ ปราบปราม หวังลบข้อครหาเสือกระดาษ ขณะที่นโยบายส่งเสริมธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงเร่งปรับปรุงแก้ไขกฎหมายขายตรง และตลาดแบบตรงให้ทันสมัย
สำหรับ 5 นโยบายหลัก ประกอบด้วย 1.การพัฒนากลไกการป้องกันและคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยจากการเลือกใช้สินค้า เช่น การให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจสิทธิของผู้บริโภค การกวดขันการโฆษณาที่เกินจริง ตรวจสอบสินค้าอันตราย สร้างความตระหนักเกี่ยวกับสิทธิของผู้บริโภคและจัดทำสื่อประชา
สัมพันธ์แบบเชิงรุก
นโยบายที่ 2.การพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยการเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้เจ้าพนักงานของ สคบ. ในการดำเนินคดีและการเยียวยาให้มีประสิทธิภาพ แจ้งเตือนภัยจัดการกับสินค้าที่ไม่ปลอดภัย และประสานความร่วมมือกับ สคบ.ในภูมิภาคอาเซียน
สำหรับนโยบายที่ 3.พัฒนาองค์กรให้มีการบริการ การจัดการด้านบุคลากรให้มีคุณภาพทันต่อสถานการณ์ อบรมให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ และให้มีการตรวจตราในพื้นที่เพื่อป้องกันอย่างเข้มแข็ง พัฒนาศูนย์รับร้องเรียน การให้คำปรึกษาเพิ่มช่องทางในการร้องเรียน นโยบายที่ 4.พัฒนาเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค โดยการสร้างเครือข่ายและพัฒนาเครือข่ายอย่างเป็นระบบสร้างรูปแบบในการถ่ายทอดองค์ความรู้และจัดกิจกรรม สคบ.สัญจรทุกๆ 1 เดือน
ขณะที่นโยบายที่ 5.การพัฒนาการปรามปราม โดยการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ (DSI) เป็นต้น
“ในช่วงเวลาที่ผมเข้ามาเป็นเลขาธิการฯ สคบ. จะยึดตามนโยบายของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ที่ต้องการให้ สคบ. ช่วยให้ประชาชนฉลาดในการบริโภค ปกป้องสิทธิของตนเอง รู้ช่องทางในการรักษาสิทธิกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม”
ดังนั้น หลังจากเข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการ สคบ. จะเร่งดำเนินการกับผู้ประกอบการที่ชอบเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค โดยเฉพาะการโฆษณาเกินจริง ทั้งการโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ เว็บไซต์และป้ายโฆษณาต่างๆ ซึ่งปัจจุบันจะเห็นได้ว่าป้ายโฆษณาข้างทาง 95% ผิดกฎหมาย สคบ. นอกจากนี้โครงการของบรรดาผู้ประกอบการจัดสรร ทั้งโครงการแนวราบและแนวสูงมีการร้องเรียนเข้ามามากต้องเร่งเข้าไปตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางของปัญหา
ด้านนโยบายส่งเสริมธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงนั้น สคบ.ได้ให้ความสำคัญเช่นกัน โดยเตรียมผลักดันให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรงเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง สคบ.ได้นำเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขไปบางส่วน โดยเรื่องไปถึงคณะกรรมาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้ว ส่วนนโยบายการป้องกันธุรกิจขายตรงกลายพันธุ์ สคบ.จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นรวมถึงการเสนอแก้กฎหมายที่เกี่ยวกับการป้องกันความเสียหายจากผู้ประกอบการเพื่อให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง
“มีการเสนอให้กำหนดหลักประกันในการคุ้มครองผู้บริโภค เช่น ตั้งเป็นกองทุน หรือ แบงก์การันตี เพื่อป้องกันความเสียหายให้กับผู้บริโภค ซึ่งกำลังพิจารณาดูความเหมาะสมว่าจะออกมาในรูปแบบใด นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการตรวจสอบแผนการจ่ายผลตอบแทน ว่าทำตามที่แจ้งกับ สคบ.ไว้หรือไม่ หากยังคงทำผิดซ้ำซากอีกจะถอนใบอนุญาตทันที โดยจะจัดอันดับบริษัทขายตรงเป็น 3 ระดับ ได้แก่ บริษัทขายตรงสีดำซึ่งเป็นธุรกิจกลายพันธุ์ ต่อมาเป็นสีเทาและสีขาว ตามลำดับ ตอนนี้มีรายชื่อที่เข้าข่ายสีดำมากกว่า 10 ราย ที่จะต้องเร่งเข้าไปตรวจสอบ”
ขณะที่การทำงานร่วมกับภาคเอกชนในอุตสาหกรรมขายตรงนั้น จะยึดแนวทางที่เป็นกลางมากที่สุด โดยไม่ได้ให้น้ำหนักกับสมาคมใดสมาคมหนึ่งหรือบริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะ แต่หากมีการร้องเรียนบริษัทที่อยู่ในสมาคมก็จะดำเนินการไปตามข้อกฎหมายไม่มีการยกเว้น
โดยสรุปแนวทางการทำงานนั้น ต้องการให้ทุกสมาคมในอุตสาหกรรมขายตรงและตลาดแบบตรงหันมาจับมือกันเพื่อช่วยกันยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตและเป็นที่ยอมรับของคนมากยิ่งขึ้น







