
ผุดตั๋วร่วมรถไฟฟ้า4สาย
สนข.เดินหน้าเปิดใช้ระบบตั๋วร่วม ออก "บัตรแมงมุม" นำร่องรถไฟฟ้า 4 สาย เริ่มระยะแรก มิ.ย.ปีหน้า
สนข.เดินหน้าเปิดใช้ระบบตั๋วร่วม ออก "บัตรแมงมุม" นำร่องรถไฟฟ้า 4 สาย เริ่มระยะแรก มิ.ย.ปีหน้า
นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยภายหลังการพิจารณาจัดทำร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ว่า ในระยะแรกจะนำบริการระบบตั๋วร่วม หรือที่เรียกว่า "บัตรแมงมุม" มาใช้เดือน มิ.ย. 2560 นำร่องรองรับการใช้บริการของรถไฟฟ้า 4 สาย ได้แก่ สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีเขียว และแอร์พอร์ตเรลลิงค์
ทั้งนี้ มั่นใจว่าไม่น่าเกิดปัญหา เนื่องจากผู้ให้บริการมีประสบการณ์และความพร้อมเรื่องตั๋วโดยสารอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาระบบระยะเวลา 8 เดือน เพื่อให้เสร็จพร้อมทันใช้ โดยภาครัฐจะรับหน้าที่บริหารระบบดังกล่าวไปก่อน มีผู้ร่วมรับผิดชอบ 3 ฝ่ายได้แก่ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) สนข. และธนาคารกรุงไทย เพื่อให้สามารถเปิดบริการตั๋วร่วมได้ทันตามแผน ควบคู่ไปกับการออกกฎหมายกลางดูแลในเรื่องการจัดเก็บค่าโดยสารและอัตราค่าแรกเข้าในแต่ละสาย หรือ พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมและตั้งบริษัทตั๋วร่วมเพื่อบริหารจัดการและบำรุงรักษาตั๋วร่วม (ซีทีซี) ในรูปแบบเอกชนร่วมลงทุนในกิจการภาครัฐ (พีพีพี)
สำหรับรายละเอียดการจัดตั้งซีทีซี ทาง รมว.คมนาคม ขอให้ปรับปรุงและแก้ไขให้อ่านง่ายขึ้น โดยจะเสนอกลับไปอีกครั้งในเดือน พ.ย.นี้ ก่อนนำเข้าคณะรัฐมนตรีต่อไป ทั้งนี้ได้เร่งรัดให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เร่งนำรถเมล์ใหม่ที่ติดระบบอี-ทิกเก็ต มาเชื่อมต่อกับระบบตั๋วร่วมเพื่อเปิดตัวพร้อมกันในช่วงเดือน มิ.ย. 2560
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า บริษัทตั๋วร่วมจะเปิดการลงทุนแบบหุ้นส่วนที่ให้เอกชนผู้ให้บริการโดยสารเข้าถือหุ้นเพื่อรับผลตอบแทนจากระบบตั๋วแมงมุมร่วมกัน โดยรัฐบาลถือหุ้น 49% และเอกชนร่วมถือหุ้น 51% โดย สนข.ได้ลงเงินพัฒนาระบบไปแล้ว 1,000 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีการเจรจากับเอกชนให้เข้ามาร่วมลงทุนต่อไป
อย่างไรก็ตาม ด้านความคืบหน้าด้านโครงสร้างราคาตั๋วร่วมขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาโครงสร้างก่อนนำไปเจรจากับเอกชนผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ถ้าเอกชนไม่ยอมก็จะใช้เงินภาครัฐสนับสนุนส่วนต่างค่าโดยสารไปก่อน เมื่อปรับมาใช้ระบบตั๋วร่วม เพื่อให้ระบบดังกล่าวสามารถลดค่าโดยสารให้กับประชาชนได้จริง ขณะที่ผู้ใช้บริการต้องสามารถเชื่อมต่อการเดินทางจากระบบที่ 1 ไประบบที่ 2 หรือระบบที่ 3 ได้ โดยเสียค่าแรกเข้าครั้งเดียว







