
วอนรัฐเคลียร์กม.ต่างด้าว
เอกชนเสนอรัฐเคาะกิจการไม่เข้าข่ายเป็นการทำงานให้ชัดเจน หวังเปิดทางจัดประชุม-สัมมนาในไทยมากขึ้น
เอกชนเสนอรัฐเคาะกิจการไม่เข้าข่ายเป็นการทำงานให้ชัดเจน หวังเปิดทางจัดประชุม-สัมมนาในไทยมากขึ้น
ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้ร่วมกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เชิญหอการค้าต่างประเทศ 16 แห่ง และสมาคมผู้ประกอบการรวม 22 สมาคม ร่วมหารือและสร้างความเข้าใจต่อมาตรการและกฎหมายต่างๆ ได้แก่ แนวทางการปฏิบัติสำหรับกิจกรรมที่ไม่เข้าข่ายเป็นการทำงานตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับกรณีคนต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองเพื่อดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าและลงทุน ซึ่งมาตรการนี้เป็นหนึ่งในความพยายามที่จะดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ตามเกณฑ์ของธนาคารโลก
ทั้งนี้ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้ออกประกาศกิจกรรมที่ไม่เข้าข่ายเป็นการทำงานตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ทั้งสิ้น 7 กิจกรรม ได้แก่ 1.กิจกรรมการเข้าประชุมสัมมนา 2.การเข้าร่วมงานนิทรรศการหรืองานแสดงสินค้า 3.การเข้าเยี่ยมชมธุรกิจหรือพบปะเจรจาธุรกิจ 4.การเข้าร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษและวิชาการ 5.การเข้าฟังการบรรยายในการอบรมและสัมมนาทางด้านเทคนิค 6.การซื้อสินค้าในงานแสดงสินค้า และ 7.กิจกรรมการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริษัทของตนเอง
ม.ล.ปุณฑริก กล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้มีการทำความเข้าใจกับเอกชนกรณีที่กระทรวงแรงงานได้จัดทำช่องทางการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (e-Payment) เพื่อเพิ่มความสะดวก ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายให้กับนายจ้างและสถานประกอบการ โดยการแจ้งหักบัญชีเงินฝากธนาคารของนายจ้างหรือสถานประกอบการเพื่อชำระเงินสมทบและยังสามารถขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน แจ้งการเข้าทำงาน ลาออก เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงผู้ประกันตนผ่านระบบออนไลน์ได้
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่เอกชนต้องการภายหลังออกประกาศยกเว้น 7 กิจกรรมที่ไม่เข้าข่ายการทำงานตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าวคือมีกิจกรรมย่อยใดบ้างที่อยู่ภายใต้ 7 กิจกรรมดังกล่าว โดยไม่ต้องให้เกิดการตีความ ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่แน่ใจของเจ้าหน้าที่และนักลงทุนต่างชาติได้ ซึ่งเชื่อว่าหลังออกประกาศพร้อมรายละเอียดออกมาแล้วนี้ จะส่งผลให้ต่างชาติเข้ามาจัดกิจกรรมการประชุม นิทรรศการแสดงสินค้าต่างๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจจัดประชุม (ไมซ์) เป็นอย่างมาก และจะสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางของการค้าและลงทุนของภูมิภาคจริงๆ







