
ทิศทางตลาดภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยมองว่า เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.10-35.40 ในสัปดาห์นี้
โดย...วรดา ตันติสุนทร
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยมองว่า เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.10-35.40 ในสัปดาห์นี้ ตลาดเริ่มสร้างมุมมองที่มีต่อนโยบายใหม่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะปิดกั้นการค้ามากขึ้น มีการใช้นโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งจะทำให้รัฐบาลภายใต้ทรัมป์มีการขาดดุลงบประมาณมากขึ้น ซึ่งนโยบายสุดโต่งของทรัมป์ ทำให้ตลาดมีการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในอนาคตของสหรัฐจะพุ่งขึ้น เช่นเดียวกับอัตราดอกเบี้ยในอนาคต
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นในสหรัฐได้รับผลประโยชน์จากนโยบายการลดภาษีของทรัมป์ ทำให้เงินทุนเริ่มมีการไหลกลับจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในเอเชียที่ถูกมองว่าจะได้รับผลกระทบมาจากนโยบายทรัมป์ที่ปิดกั้นการค้าโลก สำหรับสัปดาห์นี้คาดว่าเงินบาทจะยังคงได้รับแรงกดดันจากนโยบายของทรัมป์ และเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินเอเชียอื่นๆ ซึ่งหลังจากประเด็นเรื่องการเลือกตั้งหมดไป ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขยอดค้าปลีกของสหรัฐที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น เช่นเดียวกับดัชนีราคาผู้บริโภคและตัวเลขการเริ่มสร้างบ้าน โดยจะมีการออกมาให้คอมเมนต์จากสมาชิกเฟดหลายท่านในสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจออกมาแสดงให้เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังสามารถปรับขึ้นได้ในปีนี้
ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 34.97 โดยเคลื่อนไหวในกรอบแคบก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เนื่องจากตลาดยังกังวลกับความไม่แน่นอนในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งในช่วงเช้าของวันที่ 9 พ.ย. ตลาดได้เห็นผลการเลือกตั้งที่ผิดกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยทรัมป์พลิกมาชนะการเลือกตั้งและได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐ ค่าเงินบาทในวันนั้นถือว่าเคลื่อนไหวไม่มาก เมื่อเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียอื่นๆ แต่ในช่วงปลายสัปดาห์หลังจากที่ตลาดมีเวลาย่อยข่าวและได้วิเคราะห์ทิศทางนโยบายของทรัมป์แล้ว
เงินเหรียญสหรัฐก็ปรับแข็งค่าขึ้นเนื่องจากนโยบายของทรัมป์เน้นการใช้นโยบายการคลังเชิงรุกที่จะทำให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณจำนวนมาก อีกทั้งนโยบายการค้าของทรัมป์ที่มีการปิดกั้นประเทศและอาจเก็บภาษีการนำเข้ามากขึ้น ส่งผลให้ตลาดมองว่าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศเพิ่มสูงขึ้น และทำให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอาจปรับขึ้นอย่างรวดเร็วตามไปด้วย ด้วยมุมมองดอกเบี้ยขาขึ้นของตลาด อีกทั้งนโยบายการค้าของทรัมป์ที่ดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อตลาดกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ส่งผลให้เงินลงทุนจากต่างชาติไหลออกจากตลาดไทยและตลาดกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ดันให้บาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐลงมาปิดสัปดาห์ที่ 35.28 (ณ วันศุกร์ เวลา 17.30 น.)
ค่าเงินเยนเปิดตลาดที่ระดับ 103.12 และปรับอ่อนค่าลงตลอดทั้งสัปดาห์ แต่เคลื่อนไหวในกรอบที่กว้างที่ 101.15-106.94 เนื่องจากในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดมีความผันผวนมากจากความไม่แน่นอนและความตื่นตระหนกของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยในช่วงต้นสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งเงินเยนปรับอ่อนค่าขึ้น ตามที่ตลาดมองว่า ฮิลลารี คลินตัน น่าจะชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าของวันที่ 9 พ.ย. หลังจากตลาดเริ่มเห็นว่า ทรัมป์ได้คะแนนนำและพลิกมาชนะได้นั้น ตลาดจึงเกิดความกังวล โดยขายสินทรัพย์เสี่ยงและวิ่งเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเยน ดันให้เงินเยนในวันนั้นแข็งค่ามาที่กว่า 101.15 อย่างไรก็ตาม ในการซื้อขายรอบค่ำจากฝั่งสหรัฐ ตลาดสหรัฐ ในหลายๆ สินทรัพย์กลับมาเป็นบวก โดยเฉพาะตลาดหุ้น เนื่องจากตลาดมองเห็นว่านโยบายของทรัมป์จะเป็นผลดีกับธุรกิจในสหรัฐ นอกจากนี้นโยบายของทรัมป์จะทำให้เงินเฟ้อในประเทศพุ่งสูงขึ้น และทำให้การคาดการณ์ดอกเบี้ยในสหรัฐปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งปัจจัยนี้กลับดันให้เหรียญสหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับหลายสกุล ส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าลงต่อเนื่องมาปิดตลาดที่ 106.17 (ณ วันศุกร์ เวลา 17.30 น.)
ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ 1.1134 และปรับอ่อนค่าลงตลอดสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยเงินยูโรมีทิศทางการเคลื่อนไหวเหมือนเงินเยน โดยปรับตัวแข็งค่าขึ้นตอนต้นเมื่อตลาดตกใจหลังจากได้รู้ว่า ทรัมป์ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐ โดยแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ระดับสูงสุดที่ 1.1299 ก่อนที่จะคลายความกังวลและดันให้เหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น จากมุมมองของตลาดที่เห็นว่า
นโยบายของทรัมป์ จะทำให้อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยในประเทศเร่งตัวขึ้น อีกทั้งสนับสนุนธุรกิจในสหรัฐ ทำให้เงินไหลกับเข้าตลาดหุ้นสหรัฐและดันให้ยูโรอ่อนค่าลง โดยยูโรอ่อนค่าลงมาปิดสัปดาห์ที่ 1.0882 (ณ วันศุกร์ เวลา 17.30 น.)







