
TICONผนึก‘กลุ่มเจริญ’รุกอาเซียนเต็มสูบ
TICON ยันหลัง “กลุ่มเจริญ” เข้ามา พร้อมลุยกลยุทธ์รุกอาเซียน สัปดาห์หน้าไปดูไทคอนที่อินโดฯ
โพสต์ทูเดย์ - TICON ยันหลัง “กลุ่มเจริญ” เข้ามา พร้อมลุยกลยุทธ์รุกอาเซียน สัปดาห์หน้าไปดูไทคอนที่อินโดฯ ชี้นโยบายลงทุนชัดเจนขึ้นหลังส่งกรรมการเข้ามาปีหน้า
นายวีรพันธ์ พูลเกษ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) แถลงว่า การที่ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) หรือ FPHT ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท เฟรเซอร์ส เซ็นเตอร์พอยท์ ลิมิเต็ด (FCL) บริษัทในเครือของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเสนอขายบุคคลในวงจำกัด (พีพี) 735 ล้านหุ้น เข้ามาถือหุ้นในบริษัท 40% ก่อให้เกิดกลยุทธ์และมีผลดีต่อทั้งสองฝ่าย เพราะสิ่งที่ TICON ได้คือการยกระดับความสามารถสู่การเป็นผู้นำในการพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าในระดับอาเซียนมากขึ้น หลังจากบริษัทเริ่มไปตั้งคลังสินค้าที่อินโดนีเซีย 2 แห่ง และตั้งเป้าว่าปีหน้าจะเพิ่มอีก 2 แห่ง รวมถึงที่เวียดนาม
นอกจากนี้ บริษัทยังจะได้เงินเพิ่มทุนทั้งหมด 1.32 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องจนอัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) จะลดลงมาอยู่ที่ 0.4 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.1 เท่า ซึ่งส่วนใหญ่นำไปชำระหนี้เงินกู้กับหุ้นกู้ที่มีกว่า 8,800 ล้านบาท และใช้ซื้อที่ดินกว่า 2,500 ล้านบาท อีกทั้งเป็นเงินทุนหมุนเวียนกว่า 1,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทได้วางงบลงทุนในต่างประเทศอีก 500 ล้านบาท จากแผนที่กำหนดไว้ประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งอาจมีการปรับแผนได้หลัง FPHT เข้ามา ซึ่งต้องผ่านการอนุมัติจากการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 19 ธ.ค. ก่อน และคาดว่ากระบวนการเพิ่มทุนจะแล้วเสร็จในเดือน ม.ค. 2560 ซึ่ง FPHT จะส่งกรรมการเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการบริษัททั้งหมด 3 คน จากปัจจุบันที่ TICON มีกรรมการทั้งหมด 8 คน
“สัปดาห์หน้า TICON จะพา FPHT ไปดูคลังสินค้าที่อินโดนีเซีย ขณะที่ตอนนี้ FPHT กำลังดูที่เวียดนามว่าจะมีอะไรจะร่วมกลยุทธ์กันได้บ้าง ซึ่งทางเขาได้เพราะมีความต้องการใช้คลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าในการเก็บสินค้าในเครือ เช่น ธุรกิจที่เวียดนามมีเมโทร และสินค้าของบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ (F&N) ไปขาย ในอนาคตความต้องการคลังสินค้าที่ออกแบบตามความต้องการของลูกค้าในอาเซียนจะมีอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เวียดนาม อินโดนีเซีย และกัมพูชา โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ต้องการมีคลังสินค้าเพื่อเป็นศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทที่อยู่ใกล้เมืองใหญ่” นายวีรพันธ์ กล่าว
ขณะที่เมียนมาคงต้องรอไปอีก 1-2 ปี เพราะค่าที่ดินยังแพง และค่าเงินจ๊าดตกไปถึง 50% จากปีก่อน ทำให้การบริหารค่าเงินทำได้ยาก หากไปลงทุนก็อาจจะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน
สำหรับปีนี้ทั้งรายได้และกำไรสุทธิจะต่ำกว่าปีก่อน เนื่องจากไม่มีการขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เหมือนหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แม้รายได้รวมจะต่ำลง แต่รายได้จากค่าเช่าทั้งปีก็ถือว่าเติบโตเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1,100 ล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 1,050 ล้านบาท







