
จิตมนุษย์...ยากแท้หยั่งถึง
พลิกล็อกถล่มทลาย หักปากกาเซียนสำนักโพลทั้งหลายไปแล้ว สำหรับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
โดย...ปพนธ์ มังคละธนะกุล
พลิกล็อกถล่มทลาย หักปากกาเซียนสำนักโพลทั้งหลายไปแล้ว สำหรับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าคุณชอบหรือไม่ ตั้งแต่เดือน ม.ค.ปีหน้าเป็นต้นไป ประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีประธานาธิบดีคนใหม่ชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์
สิ่งที่สะดุดใจผมมากที่สุดสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้คือ ทำไมผลสำรวจโพลของสำนักต่างๆ ถึงได้ผิดพลาดได้ขนาดนี้
การลงคะแนนเสียงระดับโลกสองครั้งหลังสุด ทั้งการออกเสียงประชามติ Brexit และการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ผลสำรวจโพลไม่ได้แม่นยำเหมือนครั้งก่อนๆ ผลโพล Brexit คาดผลผิดข้าง แต่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อย แต่ผลโพลเลือกตั้งสหรัฐกลับผิดพลาดอย่างมากมาย
กระทั่งคืนก่อนเลือกตั้ง สำนักโพลชื่อดังอย่าง FiveThirtyEight ยังให้โอกาสในการคว้าชัยของทรัมป์ต่ำกว่า 20% อยู่เลย ยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจหลังออกจากคูหา หรือเอ็กซิตโพล ยังให้ผลว่ามีคนถึง 56% ที่มีความกังวลใจและหวาดกลัว หากทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี
แล้วทำไมความเป็นจริงกลับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง
Dan Cassino เขียนลงใน Harvard Business Review ว่า วิธีการสุ่มตัวอย่างทำให้ได้ผลที่เอนเอียง เนื่องจากการสำรวจโพลใช้วิธีการโทรศัพท์ที่จะโชว์เบอร์ ผู้รับสามารถเลือกที่จะรับสายหรือไม่รับสายก็ได้ ดังนั้น กลุ่มตัวอย่างที่ได้อาจไม่มีการกระจายตัวเพียงพอ กลุ่มคนบางกลุ่มอาจเลือกที่จะไม่ตอบแบบสำรวจ และหากกลุ่มนั้นเป็นกลุ่มที่ใหญ่และมีพฤติกรรมใกล้เคียงกัน ก็จะทำให้ผลสำรวจขาดกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ไป ปัญหาการไม่กระจายตัวของกลุ่มตัวอย่างจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น หากเปอร์เซ็นต์การตอบผลสำรวจต่ำอย่างเช่นคราวนี้
อีกตัวแปรหนึ่งคือ การคาดการณ์ว่าใครบ้างจะมาใช้สิทธิออกเสียงในวันเลือกตั้ง หากกลุ่มคนที่ตอบว่าจะมาเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ตนเองไม่ตั้งใจมา เพื่อต้องการรักษาหน้าตัวเองว่าไม่เป็นคนนอนหลับทับสิทธิ์ หรือคนที่ไม่เคยคิดจะออกเสียง แต่กลับเปลี่ยนใจในวันเลือกตั้ง ออกมาใช้สิทธิ ก็จะมีผลทำให้ผลการสำรวจผิดเพี้ยนในทันที
การสำรวจโพล หรือการทำวิจัยทางการตลาด มีสมมติฐานใหญ่ๆ 2 ข้อ คือ หนึ่ง การสำรวจสามารถครอบคลุมกลุ่มคนได้ทั่วถึงจริงๆ เป็นตัวแทนของประชากรกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด และ สอง คนที่ตอบแบบสำรวจจะพูดความจริงตามความรู้สึกของตนต่อคำถามนั้นๆ
ปัจจัยแรก สามารถจัดการได้พอควร หากนำกลุ่มคนที่สำรวจมาเทียบเคียงกับกลุ่มประชากรเป้าหมาย ก็จะสามารถเห็นได้ว่าอาจมีผลเอนเอียงหรือไม่ หรือขาดกลุ่มใดอย่างมีนัยสำคัญหรือเปล่า
แต่สำหรับปัจจัยที่สอง อันนี้ค่อนข้างยากที่จะจับได้ เพราะเป็นการถามความเห็น ถามถึงอารมณ์ ความรู้สึกร่วม ซึ่งหลายๆ ครั้งคนอาจไม่พูดตามความรู้สึกจริงๆ หากความรู้สึกที่แท้จริงนั้นขัดต่อความคาดหวังของสังคม
วิธีการสำรวจในเชิงปริมาณ โดยการให้คนตอบแบบสำรวจเพียงไม่กี่คำถาม แบบตรงไปตรงมา และนำมาประมวลผล อาจจะล้าสมัยไปเสียแล้ว ไม่เหมาะสำหรับการทำความเข้าใจต่อความรู้สึกนึกคิดของคนต่อสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะความรู้สึกนึกคิดต่อสิ่งที่ค่อนข้างสุดโต่ง ขัดแย้งต่อกระแสหลัก อันจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของคนที่ตอบแบบสอบถาม สุดท้ายเราก็จะได้แต่คำตอบที่คนเขาคิดว่าเราอยากได้ยิน หาใช่คำตอบที่แท้จริงไม่
จะหยั่งรู้ถึงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ต้องเข้าไปคลุกคลี พูดคุย ทำความเข้าใจในรายละเอียด ที่มาที่ไป จากมุมมองและประวัติศาสตร์ของคนคนนั้น อย่ามองผิวๆ เพียงเพราะคาดว่าคนจะพูดความจริงตามความรู้สึก
จิตมนุษย์...ยากแท้หยั่งถึง จริงๆ







