posttoday
แหล่งเงินทุน หนุนลมหายใจเอสเอ็มอี

แหล่งเงินทุน หนุนลมหายใจเอสเอ็มอี

10 พฤศจิกายน 2559

โดย...ดวงนภา ประเสริฐพงศ์

โดย...ดวงนภา ประเสริฐพงศ์

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปอย่างราบรื่นและคล่องตัว คือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการมีสภาพคล่องที่ดี โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หรือธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่ (สตาร์ทอัพ) ยิ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าธุรกิจจะมีโอกาสไปต่อได้หรือไม่ ย่อมต้องขึ้นอยู่กับสองสิ่งนี้เป็นสำคัญ เพราะเงินทุนและสภาพคล่องหมายถึง ความได้เปรียบและโอกาสในการต่อยอดและพัฒนาทุกด้าน ทั้งนวัตกรรม เทคโนโลยี เครื่องจักร และความสามารถในการทำการตลาดที่หลากหลายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ และหัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวในการเป็นวิทยากรให้ความรู้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ ที่เข้าร่วมอบรมหลักสูตรเอสเอ็มอี สปริงอัพ รุ่นที่ 2 ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ว่า ที่ผ่านมานั้นผู้ประกอบการรายเล็กมีแหล่งเงินทุนที่ถือว่าค่อนข้างมีความเสี่ยง โดยได้รับเงินมาจากแหล่ง 3F ซึ่งอธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ คือ Family (ครอบครัว) Friend (เพื่อนฝูง) และ Fool (ความโง่)

“การได้เงินมาจากแหล่ง 3F ถือว่าเป็นที่เข้าใจได้ คือ ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว เครือญาติ และเพื่อนฝูง ซึ่งมอบเงินให้ด้วยความยินดีหรือสมัครใจ แต่ส่วนสุดท้ายอาจจะแตกต่างออกไป คือได้มาจากการจูงใจ ทำอย่างไรก็ตามให้เจ้าของเงินทุนเห็นว่าโครงการของเราน่าสนใจจนอยากจะร่วมลงทุนด้วย ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้มีความไม่แน่นอนพอๆ กัน ดังนั้นการเข้าสู่กลไกตลาดทุนก็ถือว่าช่วยสนับสนุนธุรกิจของเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพได้” สันติ กล่าว

สำหรับประโยชน์ของการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางในการระดมทุนสำหรับการขยายธุรกิจ เพราะเงินทุนที่เพิ่มขึ้นจะทำให้การขยายธุรกิจมีความคล่องตัวมากขึ้น เพิ่มความสำเร็จของธุรกิจได้สูงกว่าเดิม และเพิ่มความมั่งคั่งให้เจ้าของธุรกิจ ขณะเดียวกันยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้บริษัทมีมาตรฐานสูง เพราะต้องมีการปรับปรุงระบบงานต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพก่อน

อย่างไรก็ตาม การเข้าจดทะเบียนยังคงทำให้เจ้าของกิจการเดิมบริหารงานต่อไปได้ แม้ว่าจะมีนักลงทุนอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่บุคคลในครอบครัวถือหุ้นในธุรกิจ เพราะเจ้าของเดิมยังเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนข้างมาก และการที่นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นในราคาตลาด ซึ่งมักจะสูงกว่ามูลค่าตามบัญชี ก็จะส่งผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นทันที และการเข้าจดทะเบียนก็จะทำให้เห็นราคาตลาดของหุ้นซึ่งเป็นตัวแทนที่สำคัญของมูลค่าเศรษฐกิจด้วย

พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การสร้างธุรกิจให้เติบโตแบบก้าวกระโดดนั้นมีต้นทุนหลายด้านค่อนข้างสูง แต่หัวใจหลักที่กลุ่มสตาร์ทอัพ หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจใหม่ ต้องการต่อยอดไปสู่การเป็นเอสเอ็มอี และคาดหวังจะขยายฐานและตลาดไปเรื่อยๆ ต้องพิจารณาเป็นส่วนสำคัญคือการลดต้นทุนและการขยายธุรกิจเมื่อมีโอกาส ขณะเดียวกันมองหาธุรกิจประเภทไหนที่ตลาดยังมีความต้องการสูงและผู้ประกอบการทำน้อย แต่ต้องยอมรับว่าเป็นความท้าทายมากในปัจจุบัน เพราะเมื่อเราทำได้ผู้อื่นก็ทำได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบอดีตกับปัจจุบันพบว่า ปัจจุบันนี้ภาครัฐพยายามช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยพยายามกระตุ้นกำลังซื้อในตลาดให้เพิ่มสูงขึ้น เมื่อมีการเพิ่มอำนาจในการซื้อทำให้คนเชื่อมั่น ทำให้ประชาชนกล้าที่จะใช้จ่ายและใช้สตางค์มากขึ้น ผลดีก็เกิดกับระบบเศรษฐกิจและเอสเอ็มอีตามมา ดังนั้นผู้ประกอบการก็ขายของได้มากขึ้น และรู้ช่องทางในการสร้างกำไรเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

“ปัจจุบันนี้การตั้งธุรกิจใหม่ หรือสตาร์ทอัพ สามารถทำได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนที่จะลงทุนแต่ละครั้งต้องใช้เงินจำนวนเยอะมากๆ แต่ปัจจุบันการใช้เงินก็อาจจะลดลง และมีหลายปัจจัยเข้ามาช่วย เพราะฉะนั้นโอกาสของบริษัทแต่ละรายก็มีความเป็นไปได้ที่จะเติบโตได้สูง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องอย่าลืมว่ามีอุปสรรคที่สำคัญคือเมื่อสร้างธุรกิจขึ้นมาแล้วการที่จะอยู่ให้ได้และแข่งขันกับรายใหญ่ในตลาดเป็นสิ่งที่สตาร์ทอัพต้องเผชิญและผ่านไปให้ได้” พัชร สรุป

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า