
ไทยแกร่งรับผันผวนได้
หุ้นไทยรับได้ “ทรัมป์” คว้าชัย เชื่อเงินไหลออกไม่มาก ฐานะประเทศแข็งแกร่งรับได้ แนะลงทุนหุ้นอิงภายในประเทศ ช่วงจังหวะลงต่ำกว่า 1,490 จุด
หุ้นไทยรับได้ “ทรัมป์” คว้าชัย เชื่อเงินไหลออกไม่มาก ฐานะประเทศแข็งแกร่งรับได้ แนะลงทุนหุ้นอิงภายในประเทศ ช่วงจังหวะลงต่ำกว่า 1,490 จุด
นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต เปิดเผยว่า หุ้นไทยได้รับผลกระทบน้อยมากจากกรณีที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐแต่ระหว่างวันผันผวน ผลที่ออกมาพลิกล็อกจากผลสำรวจความเห็น (โพล) ก่อนหน้า แต่สุดท้ายก็ดีดกลับมาเกือบทุกตลาด เพราะเชื่อว่าทุกนโยบายที่ประกาศไว้ก่อนหน้ายังต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม ด้วยฐานะของประเทศไทยที่แข็งแกร่งทั้งเกินดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) มีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศกว่า 1.75 แสนล้านเหรียญสหรัฐและมีหนี้ต่างประเทศน้อยมาก จึงเชื่อว่าจะสามารถรับมือได้ทุกสถานการณ์
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส บล.เอเซีย พลัส กล่าวถึงความกังวลเรื่องเงินทุนไหลออกนั้น ไม่น่ากังวลเพราะหากดูตัวเลขการถือครองหุ้นไทยล่าสุดจะอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตเมื่อปี 2552-2557 ที่ถือครองกว่า 4.6 แสนล้านบาท และได้ขายกันออกไปแล้วก่อนหน้าจึงไม่น่ากังวล
“หากดูแล้วนโยบายน่ากังวลในเรื่องเขตการค้าเสรี (TPP) แต่ในทางปฏิบัติไทยยังไม่ได้ดำเนินการหรือคืบหน้าอะไรนัก และทุกนโยบายยังต้องใช้เวลามองว่าหุ้นจะตกใจช่วงสั้นมองแนวรับที่ 1,490 จุด และแนวต้านที่ 1,508-1,510 จุด”
นายเทิดศักดิ์ คาดว่า แนวโน้มตลาดหุ้นคงผันผวนต่อเนื่อง ให้ติดตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง และการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของภาครัฐโดยให้แนวต้าน 1,510 จุด แนวรับ 1,490 จุด หากต่ำกว่านี้ถือว่าเป็นช่วงเหมาะสมในการเข้าสะสมหุ้น
สำหรับนโยบายเรื่องดอกเบี้ยนั้น ยังเชื่อว่าจะเห็นการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.เพราะดูตามตัวเลขและพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการประชุมจะขึ้นก่อนที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะรับตำแหน่งอีกทั้งค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าน่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้สหรัฐต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลค่าเงินก็เกิดขึ้นได้ ส่วนหุ้นส่งออกอาจเจอผล 2 เด้งทั้งค่าเงินและการกีดกั้นถ้าเกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ตาม ในภาวะแบบนี้ยังคงแนะนำหุ้นที่อิงกับปัจจัยและเศรษฐกิจภายในประเทศทั้งหุ้นรับเหมาก่อสร้างที่มีการประมูลออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงหุ้นค้าปลีกและหุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อหรือลีสซิ่ง เป็นต้น
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า หุ้นไทยลงน้อยกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคและตลาดหุ้นโลก เพราะผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยยังไม่ชัดเจนว่าจะมีหรือไม่ หรือถ้ามีอาจจะเพียงเล็กน้อย เพราะนโยบายหาเสียงของทรัมป์เรื่องกีดกันการค้า มุ่งไปที่จีนมากกว่า ขณะที่ไทยไม่ถูกกล่าวถึง และในวันที่ 14 พ.ย.นี้ ดัชนี MSCI จะทบทวนดัชนีรอบใหม่คาดว่าจะให้น้ำหนักหุ้นไทยมากขึ้น และจะเห็นเม็ดเงินจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มากขึ้น
นายนาวิน อินทรสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการและประธานบริหารการลงทุนต่างประเทศ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย กล่าวว่า เป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาวในการเข้าลงทุนในหุ้นไทยและหุ้นเอเชียที่คาดว่าน่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า และระดับราคายังมีความน่าสนใจ ขณะที่เศรษฐกิจยังมีโอกาสเติบโตได้ดี







