
มองสหรัฐ หลังการเลือกตั้ง
สวัสดีครับ ประเด็นร้อนประจำวันนี้เห็นทีต้องยกให้เรื่องการติดตามผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีผลกระทบต่อโอกาสการลงทุนในสหรัฐ ที่กล่าวเช่นนี้เพราะผู้ชนะการเลือกตั้งย่อมมีผลโดยตรงต่อการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต และนโยบายเศรษฐกิจของผู้สมัครทั้งสองท่านก็มีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร
สวัสดีครับ ประเด็นร้อนประจำวันนี้เห็นทีต้องยกให้เรื่องการติดตามผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีผลกระทบต่อโอกาสการลงทุนในสหรัฐ ที่กล่าวเช่นนี้เพราะผู้ชนะการเลือกตั้งย่อมมีผลโดยตรงต่อการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต และนโยบายเศรษฐกิจของผู้สมัครทั้งสองท่านก็มีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร
ตัวอย่างเช่นนโยบายด้านการจัดเก็บภาษี ทรัมป์เสนอให้ปรับลดภาษีลงโดยปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล จากเดิม 35% ลงเหลือ 15% ซึ่งจะเอื้อต่อการรักษาฐานการผลิตในภาคอุตสาหกรรมให้อยู่ในประเทศและสร้างการจ้างงานเพิ่มขึ้นให้ชาวอเมริกัน แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจสะเทือนต่อสถานะการเงินการคลังของสหรัฐ เพราะรายได้ของรัฐบาลสหรัฐจะหดหายลงไปมหาศาล ขณะเดียวกันทรัมป์ยังเสนอให้ลดภาษีคนรวยโดยปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลงจาก 39.6% เหลือเพียง 25% เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภค ขณะที่คลินตันมีเป้าหมายที่จะใช้เพิ่มอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นสูงสุดจาก 39.6% มาที่ 43.6% และเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบเหล่าบริษัทจดทะเบียนที่ตั้งบริษัทลูกนอกประเทศสหรัฐ เพื่อต้องการผลประโยชน์ทางภาษีของประเทศนั้นๆ โดยมุ่งหวังว่าการเพิ่มภาษี รายได้จะนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐในระยะยาว
ด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ผู้สมัครทั้งคู่ต่างไม่ปลื้มนักกับข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) ซึ่งรัฐบาลโอบามาได้ส่งเสริมและสนับสนุนมาก่อน และผู้สมัครทั้งคู่พร้อมจะเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ใหม่เพื่อสร้างความได้เปรียบให้ประเทศเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่แตกต่างคือเราเห็นมาโดยตลอดว่า ทรัมป์มีท่าทีที่แข็งกร้าวและชัดเจนว่าต่อต้านการค้าเสรีมาตั้งแต่ต้น ทั้งยังมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์เชิงการค้ากับประเทศจีนด้วย ไม่เพียงเท่านั้นทรัมป์ยังเสนอให้ขึ้นภาษีการค้ากับประเทศคู่ค้าใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มก็มีข้อกังวลว่า การกลับมาตั้งกำแพงภาษีที่สูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
ส่วนเรื่องการจ้างงานในสหรัฐทั้งคู่เห็นพ้องในประเด็นการเร่งส่งเสริมการจ้างงานในประเทศ โดยที่ทรัมป์มุ่งเน้นไปที่การสร้างงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ส่งเสริมการสร้างสาธารณูปโภคผนวกกับการลดภาษีภาคเอกชนเพื่อส่งเสริมบรรยากาศในตลาดแรงงาน ด้านคลินตันมุ่งไปที่การพัฒนาศักยภาพแรงงานในสหรัฐ รวมถึงชูธงว่าจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก 7.25 เหรียญสหรัฐ/ชั่วโมง เป็น 12 เหรียญสหรัฐ/ชั่วโมง
ทั้งหมดนี้ยังต้องเกาะติดการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการต่อไปนะครับ เพราะผลโพลในโค้งสุดท้ายนั้น ทรัมป์ก็ทำคะแนนเบียดคลินตันขึ้นมาพอดู ส่วนข้อกังวลต่อนโยบายต่างๆ ของผู้สมัครจากทั้งสองพรรคนั้น เราก็ยังต้องติดตามกันต่อไปว่า จะผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงมากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองกันในมุมของจิตวิทยาการลงทุน โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าหากคลินตันเป็นฝ่ายชนะอาจไม่กระทบต่อตลาดเงินตลาดทุนมากนัก เพราะนโยบายส่วนใหญ่ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับรัฐบาลโอบามา แต่หากทรัมป์ได้ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาว ตลาดอาจเผชิญความผันผวนอยู่พอสมควรจากความกังวลเรื่องนโยบายการค้าระหว่างประเทศและความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายไปในอีกทิศทางหนึ่งเมื่อเทียบกับแนวนโยบายเดิมของรัฐบาลก่อนหน้า รวมทั้งความตึงเครียดทางการเมืองที่อาจเกิดจากนโยบายที่จะใช้ความรุนแรงกับกลุ่มคน หรือประเทศที่อาจก่ออันตรายกับสหรัฐของทรัมป์ด้วย ซึ่งผู้ลงทุนก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดเพื่อเลือกจังหวะเข้าลงทุนอย่างเหมาะสมต่อไปครับ







