
TU กำไรลด 12%
ไตรมาส 3 วัตถุดิบราคาพุ่ง เชซ์นูส์ดันยอดขายสูงสุด
ไตรมาส 3 วัตถุดิบราคาพุ่ง เชซ์นูส์ดันยอดขายสูงสุด
กำไร TU ไตรมาส 3 ลดลง 12% ราคาวัตถุดิบทูน่าและแซลมอนเพิ่มขึ้น ผลรวมกิจการของเชซ์ นูส์ทำให้ยอดขายเพิ่มสูงสุดอีกครั้ง
นายไกรสร จันศิริ กรรมการ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) แจ้งว่า บริษัทมีกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2559 ลดลง 1.9% มาอยู่ที่ 1,594 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2558 แม้ว่าราคาทูน่าและแซลมอนเพิ่มขึ้น แต่การลดลงของกำไรสุทธิถูกจำกัดจากยอดขายที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง การลดลงของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจากการควบคุมต้นทุนในเชิงรุก และภาษีเงินได้ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หากเทียบกับไตรมาส 2/2559 กำไรสุทธิได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 4.4% จากการลดลงของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร และภาษีเงินได้เนื่องจากมีการปรับปรุงตัวเลขงบการเงินในส่วนของสัญญาป้องกันความเสี่ยง ตัวเลขบางตัวจึงถูกปรับปรุงเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบ ทำให้กำไรสุทธิในไตรมาส 3/2558 ถูกปรับปรุงมาอยู่ที่ 1,813 ล้านบาท หรือลดลง 12% ส่งผลให้ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 กำไรสุทธิอยู่ที่ 4,352 ล้านบาท ลดลง 4.4% จาก 4,545 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาทูน่าและราคาแซลมอนและมีการปรับปรุงตัวเลขในงบการเงินในส่วนของสัญญาป้องกันความเสี่ยง ตัวเลขบางตัวจึงถูกปรับปรุงเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบ ทำให้กำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 ถูกปรับปรุงมาอยู่ที่ 4,639 ล้านบาท หรือลดลง 5.5%
ในขณะที่ยอดขายรวมของกลุ่มบริษัท ในไตรมาส 3 ประจำปี 2559 เพิ่มขึ้น 7.7% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้ถึง 35,128 ล้านบาท หรือ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาสนี้ นับเป็นไตรมาส 2 ติดต่อกัน ยอดขายที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการรวมกิจการของเชซ์ นูส์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของไทยยูเนี่ยนในไตรมาส 3
นายไกรสร แจ้งว่า ไตรมาส 3 ปีนี้กำไรขั้นต้นลดลง 12.4% เหลือ 14.1% เมื่อเทียบกับ 17.3% อัตรากำไรในไตรมาส 3 ปี 2558 กำไรขั้นต้นและอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงเป็นผลมาจากวัตถุดิบปลาแซลมอนมีราคาสูงต่อเนื่อง และราคาวัตถุดิบปลาทูน่าที่สูงกว่าที่คาดไว้ ในขณะที่มีผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเท่ากับ 30 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การควบคุมต้นทุนต่างๆ อย่างเข้มงวด มีส่วนช่วยลดผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่สูงและผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว ทำให้อัตราค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารต่อยอดขายเท่ากับ 8.7% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี รวมทั้งเป็นผลกระทบที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงาน
ในช่วงระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา ยอดขายในสหรัฐยังคงมีบทบาทสำคัญต่อรายได้ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง คิดเป็น 39% ของยอดขายทั้งหมด ตลาดในประเทศคิดเป็น 8% ของยอดขายทั้งหมด ในขณะที่ตลาดยุโรปคิดเป็น 33% ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 29.4% ในปี 2558 ยอดขายในญี่ปุ่นคิดเป็น 6% ของยอดขายทั้งหมด
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่า จากตัวเลขยอดขายในไตรมาสนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่สูง ถึงแม้ว่าสถานการณ์ของตลาดยังมีความท้าทายในเรื่องวัตถุดิบและสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดีอย่างต่อเนื่องในตลาดหลากหลายแห่งทั่วโลก ถึงแม้สถานการณ์จะเป็นเช่นนั้น ยังสามารถทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง แม้จะมีข้อจำกัดด้านตลาดมากยิ่งขึ้น
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 ยอดขายจากแบรนด์ของไทยยูเนี่ยนยังคงที่เช่นเดิมคือคิดเป็น 43% ของยอดขายทั้งหมด ที่เหลือมาจากธุรกิจรับจ้างผลิต สำหรับยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแช่เยือกแข็งและแช่เย็นประจำไตรมาส 3 ปี 2559 เพิ่มขึ้นถึง 1,150 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ การส่งออกกุ้งของบริษัทดีขึ้น รวมทั้งการรวมรายได้จาก รูเก้น ฟิช ในประเทศเยอรมนี ยอดขายจากสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงและสินค้ามูลค่าเพิ่มก็เพิ่มขึ้น 5,257 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 28.3% จากปีที่แล้ว
TU ได้ลงทุนใน เรด ล็อบสเตอร์ เครือข่ายภัตตาคารอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่า 575 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยถือหุ้น 25%ของบริษัท และถือเป็นหน่วยลงทุนหุ้นบุริมสิทธิอายุ 10 ปีที่สามารถเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญได้อีก 24 %ในอนาคต และยังซื้อเพิ่ม 18% ของบริษัทในเครือ ชิคเก้น ออฟ เดอะ ซี โฟรเซ่นฟู้ดส์
สำหรับราคาหุ้น TU วันที่ 7 พ.ย. ปิดที่ 22.10 บาทเพิ่มขึ้น 0.10 บาทเพิ่มขึ้น 0.45%







