
หุ้นระยะสั้นแกว่งตามผลเลือกตั้งสหรัฐ
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ
ตลาดหุ้นไทยระยะสั้นจะแกว่งตามผลเลือกตั้งสหรัฐ ดาวโจนส์ร่วงต่อเนื่อง 7 วันทำการ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 8 พ.ย.นี้ และกระแสการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในกลางเดือน ธ.ค.นี้
ความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐพุ่งสูงขึ้น หลังผลสำรวจบ่งชี้ว่าคะแนนนิยมของ “โดนัลด์ ทรัมป์” พุ่งขึ้นมาสูสีกับของ “ฮิลลารี คลินตัน” หลังเอฟบีไอรื้อฟื้นคดีอีเมลตลาดการเงินโลกมองคลินตันเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเนื่องจากทรัมป์ชูนโยบายปกป้องทางการค้าซึ่งจะมีผลลบต่อการค้าระหว่างประเทศและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ทรัมป์ยังวิพากษ์ เยลเลน ประธานเฟดอย่างรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การแทรกแซงความเป็นอิสระของธนาคารกลางมีการคาดการณ์ว่า ถ้าทรัมป์ชนะเลือกตั้ง ตลาดหุ้นสหรัฐจะทรุดลง 4-5% บ้างก็ว่า จะมากกว่านั้น แล้วเชื่อมโยงว่า จะฉุดตลาดหุ้นไทยระดับ 3%+/-หากเกิดขึ้นจริง มองเป็นโอกาสในเลือกซื้อหุ้นรายตัว รวมถึงการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) ก่อนสิ้นปี
เนื่องจากมีโอกาสสูงที่ภาวะการเมืองชะงักงันในสหรัฐจะดำเนินต่อไปไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี
เนื่องจากการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา (1 ใน 3 ของทั้งหมด) ในวันเดียวกัน มีแนวโน้มสูงที่จะไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดประธานาธิบดีคนใหม่จะประสบกับความยากลำบากในการผลักดันนโยบายเหมือนกับที่ “โอบามา” เคยเผชิญมาต่อให้ทรัมป์และพรรครีพับลิกันชนะเลือกตั้ง แต่เสียงส่วนน้อยในรีพับลิกันอาจร่วมมือกับแดโมเครตต่อต้านบางนโยบายของทรัมป์จนนำไปสู่ภาวะชะงักงันทางการเมือง
ซึ่งจะนำไปสู่การประนีประนอมทางการเมืองและลดทอนผลกระทบต่อเศรษฐกิจ/ตลาดการเงิน
ที่น่าจะมีผลกระทบมากกว่าต่อตลาดเกิดใหม่น่าจะเป็นแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
ล่าสุด ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.61 แสนตำแหน่ง ในเดือน ต.ค.ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 1.75 แสนตำแหน่ง แต่มีการทบทวนปรับเพิ่มตัวเลขการจ้างงานในเดือน ก.ย. เป็น 1.91 แสนตำแหน่ง
จากที่รายงานไว้ 1.56 แสนตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.9% ตามคาด
ขณะเดียวกัน ตัวเลขรายได้ต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานเพิ่มขึ้น 2.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 7 ปีครึ่ง ตลาดตีความว่า ตัวเลขชุดนี้จะหนุนให้เฟดเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. แต่ยังมั่นใจว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยเฟดจะดำเนินไปอย่างช้าๆ คือจะขึ้นไม่เกินปีละ 2 ครั้งในปี 2560-2561 ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากเมื่อเดือน ธ.ค. 2558 ที่ตลาดเคยวิตกว่าเฟดจะเร่งขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วปีละ 4 ครั้งในช่วงปี 2559-2561
กรณีเศรษฐกิจและระบบการเงินไทยอยู่ในสถานะที่ดีมากที่จะรับมือกับ “เงินทุนไหลออก” หากจะเกิดขึ้น เนื่องจากสภาพคล่องสูงขณะที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 7-8% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) คิดเป็นกว่า 1 ล้านล้านบาท นอกจากนั้น ธปท.ยังมีเครื่องมือในการปรับสภาพคล่องทางการเงินคือมีพันธบัตร ธปท.คงค้างสูงถึงราว 2.7 ล้านล้านบาท ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศก็สูงถึง 1.79 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ตลาดหุ้นไทย ระยะ 1-2 เดือน สภาพคล่องทางการเงินที่อยู่ในระดับสูงและเม็ดเงินแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ ที่ทยอยไหลเข้าก่อนสิ้นปีจะช่วยจำกัดความเสี่ยงจากความผันผวนจากผลการเลือกตั้งสหรัฐและแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยเฟดแม้มูลค่าตลาดหุ้นไทยจะไม่ถูกก็ตามที
นอกเหนือจากประเด็นข้างต้นมีความเสี่ยงไม่น้อยที่ประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะถูกปรับลง
หลังมีสัญญาณการบริโภคในประเทศแผ่วลงในช่วงไตรมาส 4 และอาจเลยไปถึงต้นปีหน้า ขณะที่การปราบทัวร์ศูนย์เหรียญจีนส่งผลกระทบมากกว่าที่ประเมินไว้ โดยนักท่องเที่ยวจีนหดตัวถึง 47%
ในเดือน ต.ค. แต่เชื่อว่าสถานการณ์จะค่อยๆ ดีขึ้น
แนะรอเลือกซื้อหุ้นรายตัว เช่น BJC (รับรู้กำไร BIGC เต็มไตรมาสภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลง มีโอกาสถูกรวมเข้าดัชนี MSCI / SET50), EA (รับรู้รายได้จากกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติมผลการดำเนินงานมีเสถียรภาพสูง), กลุ่มที่กำไรยังมีแนวโน้มดี KCE, BEAUTYCHG, CK, ILINK, IRPC เป็นต้น







