
จี้รัฐทลายผูกขาด ทางรอดเศรษฐกิจไทย
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วยอึ๊งภากรณ์ (สศป.) รายงานบทวิจัยเรื่อง “บทบาทภาครัฐภายใต้บริบทใหม่ของเศรษฐกิจไทย”
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วยอึ๊งภากรณ์ (สศป.) รายงานบทวิจัยเรื่อง “บทบาทภาครัฐภายใต้บริบทใหม่ของเศรษฐกิจไทย” เพื่อมุ่งศึกษาสาเหตุที่เป็นแกนของการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่ลดลง โดยตั้งประเด็นถึงบทบาทที่เหมาะสมของภาครัฐ
สมประวิณ มันประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้วิจัย กล่าวว่า การศึกษาพบข้อสรุปสำคัญ คือ 1.ไทยยังขาดแคลนนวัตกรรมที่เป็นเงื่อนไขของการก้าวไปสู่ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่สูงขึ้น เนื่องจากสถาบันทางเศรษฐกิจของไทยติดกับดักตัวเอง วิ่งไม่ทันการพัฒนา โครงสร้างทางสถาบันสนับสนุนให้กลุ่มผลประโยชน์รักษาอำนาจในตลาด และลดทอนแรงจูงใจในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการแข่งขันทางการค้า
2.ภายใต้บริบทใหม่ (News Normal) ภาครัฐควรปรับบทบาทของตัวเอง ด้วยการไปปฏิรูปโครงสร้างไม่ใช่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ โดยควรมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรมและสร้างแรงจูงใจในการพัฒนานวัตกรรม ที่เป็นเงื่อนไขการเติบโตในระยะยาว และหลุดจากกับดักของตัวเอง
“ปัจจุบันการดำเนินการของรัฐเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว ไม่ว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค เช่น สร้างถนน รถไฟฟ้า ฯลฯ และการวางมาตรฐาน เช่น การแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นบ้างนั้น พอทำได้ แต่ต้องค่อยๆ ปรับตามสถานการณ์ อาจจะอุดหนุนบ้าง แต่ในรูปแบบและขนาดการทำที่ไม่บิดเบือนและสร้างความเสียหายให้ตลาด” สมประวิณ ระบุ
นอกจากนี้ กลุ่มผลประโยชน์หรือธุรกิจขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจในลักษณะผูกขาด และใช้วีธีคงส่วนแบ่งตลาดขนาดใหญ่ด้วยการตัดราคา และลดคุณภาพ กีดกันผู้เล่นรายอื่น ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ภาคธุรกิจไทยไม่เห็นความจำเป็นของการคิดค้นหรือใช้นวัตกรรม เห็นได้จากการจัดอันดับของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ไทยได้คะแนนการพัฒนานวัตกรรมต่ำมากที่ 3.4 คะแนนจาก 7 คะแนนเต็ม เทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วที่ได้ 4.6-5 คะแนน
“ในงานวิจัยอยากให้รัฐเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ เพื่อให้ไทยสามารถขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมตามที่ต้องการได้ โดยรัฐปรับบทบาทจากมือขยันหรือผู้เล่นมาเป็นผู้สร้างระบบ เพื่อลดบทบาทการผูกขาดทางธุรกิจลง เปิดโอกาสให้รายเล็กๆ เข้ามาแข่งขันอย่างเท่าเทียมได้” สมประวิณ กล่าว
ทั้งนี้ การปรับบทบาทของภาครัฐควรจะมีกลไกใน 4 ด้าน คือ 1.สร้างระบบที่ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในตลาด ปรับปรุงกฎหมายต่างๆ และควรมีองค์กรอิสระของภาครัฐที่มีอำนาจจริงมาบังคับใช้กฎหมายได้จริงเหมือนในต่างประเทศ เพื่อลดการผูกขาดและการสร้างคอนเนกชั่นที่ไม่ถูกต้องของภาคธุรกิจ รวมถึงการทุจริตคอร์รัปชั่น
2.การสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการใช้เทคโนโลยีจากการวิจัย และการพัฒนาในการขับเคลื่อนธุรกิจ เช่น การลดภาษี ฯลฯ ช่วยให้เกิดนวัตกรรม ช่วยผู้ประกอบการใหม่ (สตาร์ทอัพ) มีช่องทางเกิดขึ้นได้ รวมถึงควรมีการคุ้มครองผู้ที่คิดค้นสินค้าหรือบริการใหม่ๆ ไม่ให้ถูกลอกเลียนแบบ โดยกฎหมายอาจจะคุ้มครองระยะหนึ่งก่อน แต่ไม่ใช่คุ้มครองตลอด เพราะจะไม่เกิดการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ
3.การพัฒนาระบบการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีศักยภาพเข้าถึงแหล่งทุนได้ จากปัจจุบันมีเพียงกลุ่มที่มีสินทรัพย์เป็นหลักเข้าถึงได้ โดยการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ การมีเทคโนโลยีการเงิน (ฟินเทค) กองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) ถือเป็นทางออกที่ดีในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้
และ 4.ต้องมีการสร้างระบบรองรับผู้ที่พลาด หรือล้มเหลวจากการลงทุนด้วยนวัตกรรมให้กลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ เช่น กฎหมายล้มละลาย การสร้างสวัสดิการรัฐ ฯลฯ ซึ่งหากวางหลักเกณฑ์ให้ดีจะมีส่วนช่วยให้คนหรือผู้ประกอบการใหม่กล้าลงทุนและรับความเสี่ยงได้มากขึ้น รวมถึงคิดค้นธุรกิจและนวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้นด้วย
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมารัฐบาลเน้นการลงทุนระยะยาวด้านโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคเป็นหลัก แต่การพัฒนากรอบการทำธุรกิจต่างๆ ข้างต้น ยังเกิดขึ้นน้อย ซึ่งมีความพยายามที่จะแก้ไขกฎหมาย หลักเกณฑ์ในหลายด้าน แต่การบังคับใช้กฎหมาย เช่น การแก้ไขการผูกขาด ยังทำได้ไม่ดี สุดท้ายเศรษฐกิจไทยอาจแย่ลงกว่าที่เป็นอยู่







