posttoday
พม่าตลาดดาวรุ่ง ทุนไทยเร่งปูทางรับเออีซีปี'58

พม่าตลาดดาวรุ่ง ทุนไทยเร่งปูทางรับเออีซีปี'58

26 สิงหาคม 2553

สหภาพพม่า 1 ใน 10 สมาชิกอาเซียน มีตลาดขนาดใหญ่ที่ไทยไม่ควรมองข้าม ซึ่งในปี 2558 ที่กลุ่มประเทศอาเซียนจะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มรูปแบบ พม่าจะกลายเป็นประเทศที่น่าสนใจเข้าไปทำการค้า การลงทุน ประเทศหนึ่ง ซึ่งนักธุรกิจไทยจำเป็นต้องเร่งเข้าไปปูทางตลาด สร้างการยอมรับสินค้าให้ได้ในพม่าก่อน เพิ่มความได้เปรียบหลังเปิดเสรี

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร สภาอุตสาห กรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสภาธุรกิจไทยพม่า เปิดเผยว่า พม่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพทั้งด้านการค้าและการลงทุน มีประชากรมาก และนิยมใช้สินค้าไทยอยู่แล้ว รวมถึงมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทยกว่า 1,800 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบในเรื่องการขนส่งสินค้าระหว่างกันอย่างมาก การที่นักธุรกิจไทยจะเข้าไปเปิดตลาดพม่าจึงถือเป็นเรื่องได้เปรียบและมีปัจจัยเกื้อหนุนมากมาย ซึ่งหากไทยเริ่มเข้าไปทำตลาดได้ก่อน คนพม่าจะรู้จักและบริโภคสินค้าไทยมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น อาหาร เสื้อผ้า ของใช้ในครัวเรือน

ทั้งนี้ การค้าขายระหว่างไทยพม่า ส่วนใหญ่เป็นการค้าขายผ่านชายแดนมากถึง 90% ซึ่งไม่สามารถระบุจำนวนที่ชัดเจนได้ และเป็นการค้าอย่างเป็นทางการเพียงแค่ 10% ไทยจึงต้องการให้มีการค้าผ่านระบบอย่างเป็นทางการมากขึ้น เพื่อให้สินค้าเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ทางภาคเอกชนโดย ส.อ.ท.จึงจะนำผู้ประกอบการไทยกว่า 50 ราย จากหลากหลายอุตสาหกรรมเดินทางไปสำรวจตลาดพม่าระหว่างวันที่ 14 ก.ย. 2553 โดยจะไปเจรจาธุรกิจกับห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และตัวแทนผู้นำเข้าของพม่าประมาณ 120 ราย เพื่อนำสินค้าไทยเข้าไปขายในตลาดพม่า

การเจรจาธุรกิจในครั้งนี้ ทางด้านผู้นำเข้าของพม่าได้แสดงความต้องการสินค้าไทยมาแล้ว โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม บรรจุภัณฑ์ เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค

นับว่าตรงกับสินค้าที่ผู้ประกอบการไทยจะนำไปเปิดตลาดในครั้งนี้ เช่น สินค้าจากบริษัท ซี.พี.ค้าปลีกและการตลาด บริษัท ทิปโก้ เอฟ แอนด์ บี (ผู้ผลิตน้ำผลไม้) บริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น (ผู้ผลิตซอสปรุงรส) บริษัท ไทยฮา (ผู้ผลิตข้าวตราเกษตร น้ำมันพืชองุ่น) บริษัท อุตสาหกรรมพันท้ายนรสิงห์ (ผู้ผลิตน้ำจิ้มและซอสปรุงรส) และบริษัท โซน่าร์ อินดัสเตรียล (ผู้ผลิตโทรทัศน์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) เป็นต้น

สำหรับห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ (โมเดิร์นเทรด) ของพม่า 4 แห่ง ที่จะเข้าไปเจรจาธุรกิจ ประกอบด้วย 1.City Mart Super market เป็นห้างสรรพสินค้าที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในพม่า 96 สาขา 2.Ga Mone Pwint Department store 3.Sein Gay Har Mart และ 4.MK Group เป็นธุรกิจตัวแทนขายสินค้า

“เหตุผลที่ผู้ประกอบการไทยต้องไปเปิดตลาดพม่า เพราะในปี 2552 ไทยส่งออกสินค้าไทยไปพม่ามูลค่า 1,545 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 16% รวมทั้งเศรษฐกิจของพม่ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และจากการที่พม่าเปิดให้ต่างชาติเข้าไปทำการค้าและลงทุนมากขึ้น ก็ส่งผลให้ประชากรมีกำลังซื้อสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ไทยจึงต้องไปเปิดตลาดพม่า เพื่อช่วงชิงโอกาสก่อนประเทศอื่น เพราะหากไปช้าความได้เปรียบของผู้ประกอบการไทยจะน้อยลง หรือต้องมีการแข่งกันมากขึ้น” นายสันติ กล่าว

นอกจากนี้ พม่ายังต้องการให้ไทยเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานในพม่ามากขึ้น เนื่องจากพม่าต้องการให้เศรษฐกิจภายในประเทศมีการเจริญเติบโต แรงงานพม่าจะได้ไม่ต้องไหลเข้ามาทำงานในไทย แต่การลงทุนของไทยในพม่ายังมีไม่มาก เพราะพม่ามีกฎระเบียบค่อนข้างเยอะ และยังมีปัญหาบางประการอยู่ เช่น การทำวีซ่า ระบบการเงินธนาคาร เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ทางรัฐบาลก็ได้เจรจากันอยู่ว่าจะผ่อนคลายกฎเกณฑ์ได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนปัญหาทางการเมืองและระบบการปกครองในพม่าก็ไม่ได้ส่งผลต่อการทำธุรกิจมากนัก เพราะการเมืองกับธุรกิจแยกกัน และการที่ไทยเข้าไปลงทุนจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจพม่าเจริญเติบโต เพราะไทยก็ต้องซื้อสินค้าจากพม่าด้วยเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม หากไทยสามารถเข้าไปทำตลาดในพม่าได้แล้ว และในอนาคตเมื่อพม่าต้องเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนอย่างเต็มรูปแบบ ก็จะเป็นโอกาสของนักลงทุนไทยให้เข้าไปลงทุนได้ง่ายขึ้น โดยขณะนี้ก็มีหลายประเทศที่สนใจเข้าไปลงทุนในพม่า เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน ที่ส่วนใหญ่เข้าไปลงทุนผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เนื่องจากมองเห็นถึงศักยภาพของตลาดพม่าและจำนวนแรงงานที่มีต้นทุนต่ำ

นายวัชระ อริยพูลพงศ์ ผู้จัดการเขตการขายระหว่างประเทศ บริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น กล่าวว่า ศักยภาพตลาดของพม่ามีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้แม้จะดูเงียบ เพราะยังไม่เปิดเสรี แต่หากเข้าไปก่อนจะได้เปรียบอย่างมาก โดยขณะนี้สินค้าของบริษัทก็มีเข้าไปจำหน่ายในพม่าอยู่แล้ว ผ่านทางยี่ปั๊วชายแดน ไม่ได้ทำตลาดเอง ทางบริษัทจึงมีนโยบายเข้าไปทำตลาดอย่างจริงจัง เพื่อควบคุมตราสินค้าให้เป็นเอกภาพ รวมทั้งหากมีตัวแทนจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นทางการจะได้ไม่มีปัญหาในการนำเข้าสินค้า หากมีการปิดด่านการค้าชายแดน เช่น ที่ด่านแม่สอด ที่ปิดอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ การเข้าไปเจาะตลาดพม่าอาจจะเข้าไปขยายช่องทางผ่านตลาดสดและโมเดิร์นเทรด เพราะคนพม่าส่วนใหญ่นิยมซื้อสินค้าในตลาดสด แต่ตลาดห้างสรรพสินค้าก็เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันของคนพม่า จึงต้องเข้าไปทุกช่องทาง

“มองว่าหากพม่าเปิดเสรีจะมีผู้ประกอบการไทยเข้าไปทำการค้าและลงทุนในพม่าเยอะมาก และน่าจะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะขณะนี้สินค้าที่ส่งเข้าไปพม่าก็มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยที่ 10% ต่อปีอยู่แล้ว จึงต้องเร่งเข้าไปทำตลาดก่อน เพราะหากรอเปิดเออีซีแล้วจะช้าเกินไป” นายวัชระ กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทก็จะเข้าไปหาช่องทางในการลงทุนด้วย เพราะค่าแรงในประเทศไทยแพง จึงเริ่มมองหาแหล่งลงทุนในอาเซียนที่จะเข้าไปลงทุนได้ ซึ่งพม่าก็ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือก เนื่องจากมีค่าแรงถูก มีวัตถุดิบถั่วเหลืองค่อนข้างเยอะ จึงต้องมองลู่ทางทางธุรกิจอื่นๆ ไว้ด้วย เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะรองรับตลาดเสรีอาเซียน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท