
สกย.ลุยไฟขายปุ๋ยยางพารา
ไม่สนเสียงค้านมั่นใจได้ของดีแน่
‘ชสท.’ชงส่งตัวแทนร่วมตรวจรับโพสต์ทูเดย์ — สกย.เดินหน้าโครงการปุ๋ยยางพารา เตรียมเคาะราคาต้นเดือน ก.ย. ด้าน ชสท.เล็งส่งตัวเกษตรกรเป็นกรรมการตรวจรับปุ๋ยทุกถุง
นายพิริยะ เอกวานิช รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์ชาวสวนยาง (สกย.) ในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการจัดหาปุ๋ยยางพาราให้กับชาวสวนยางจำนวน 3 หมื่นตัน มูลค่า 570 ล้านบาท เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้ตรวจรับรองผลแล้ว ผลวิเคราะห์ ตัวอย่างปุ๋ยสูตร 20820 สองบริษัทที่ยื่นซองประกวดราคาได้ส่งมาให้ ซึ่งจากนี้ไปก็จะเข้าสู่กระบวนการกำหนดราคา ซึ่งอยู่ระหว่างรอการนัดของบริษัทจัดทำการประมูล คาดว่าจะเป็นต้นเดือน ก.ย.นี้
“
ในเรื่องนี้มีทั้งคนที่เห็นด้วยไม่เห็นด้วย แต่ สกย.ยืนยันว่าจะจัดหาปุ๋ยที่มีคุณภาพให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง ที่ผ่านมาการดำเนินการเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกฯ ทุกประการ เพราะเราไม่อยากมีปัญหา ซึ่งตรวจแล้วว่าไม่ใช่บริษัทฮั้วกัน ไม่มีรายชื่อเจ้าของหรือกรรมการร่วมกัน สกย.ก็ไม่สามารถปิดกั้นได้ ก็ขอให้วัดกันที่คุณภาพของปุ๋ยที่ สกย.ยืนยันว่าต้องได้มาตรฐานทุกเม็ด” นายพิริยะ กล่าวนายเพิก เลิศวังพง ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย หรือ ชสท. กล่าวว่า ที่ผ่านมา ในฐานะตัวแทนเกษตรกรได้แสดงความเห็นแล้วว่าเกษตรกรชาวสวนยางไม่ต้องการให้รัฐเข้ามาจัดซื้อปุ๋ยแจกเกษตรกร เนื่องจากมีปัญหาหลายเรื่องทั้งคุณภาพ ความล่าช้า แต่เมื่อนโยบายเห็นว่าจำเป็น ชสท.ก็จะเสนอให้มีตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางทุกศูนย์ที่มีการส่งมอบยางเป็นกรรมการร่วมตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยทุกถุง ทุกเม็ด ทุกงวด เพื่อตรวจสอบมาตรฐานและคุณภาพ หากพบว่าปุ๋ยล็อตใดไม่มีคุณภาพ รัฐมนตรีที่ดูแลก็ต้องรับผิดชอบ
นายศุภชัย โพธิ์สุ รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาโรดแมป และแผนปฏิบัติการ เพื่อการขับเคลื่อนการพัฒนาสหกรณ์ 5 ปี (25542558) โดยมีเป้าหมายในปี 2558 จะมีจำนวนสหกรณ์เพิ่มขึ้นเป็น 8,400 แห่ง จากที่มีอยู่ 7,685 แห่ง สหกรณ์มีการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นเป็น 7,535 แห่ง จาก 6,111 แห่ง และสมาชิกสหกรณ์เพิ่มขึ้นเป็น 13.20 ล้านคน จากเดิม 10.34 ล้านคน ภาคเกษตร 8.58 ล้านคน สมาชิกนอกภาคเกษตร 4.62 ล้านคน ซึ่งคาดว่าสหกรณ์จะมีการขยายธุรกิจเพิ่มขึ้นจากการรวบรวมผลผลิตเกษตรและแปรรูป จำนวน 2.46 ล้านล้านบาท จากเดิม 1.26 ล้านล้านบาท ทุนเรือนหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 754,200 ล้านบาท จากเดิม 468,300 ล้านบาท
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในหลักการ และมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ตั้งคณะอนุกรรมการฯ ประกอบด้วยผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ กระทรวงพาณิชย์ ธ.ก.ส. กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณาจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อการขับเคลื่อนการพัฒนาสหกรณ์ตามโรดแมปดังกล่าวให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ในลักษณะการดำเนินงานแบบบูรณาการอย่างครบวงจร เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาสหกรณ์ ฉบับที่ 3 โดยเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร บนพื้นฐานให้สหกรณ์สามารถดำเนินพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง
สำหรับแผนพัฒนาสหกรณ์ ประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1 การสร้างความเข้มแข็งให้สมาชิกสหกรณ์ โดยการรณรงค์อุดมการณ์ หลักการ และวิธีการของสหกรณ์อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง สนับสนุนและส่งเสริมให้สมาชิกเป็นศูนย์กลางในการจัดตั้ง การพัฒนาและส่งเสริมระบบสหกรณ์และการสร้างคุณภาพชีวิต สังคมและสิ่งแวดล้อมของชุมชนสหกรณ์และสมาชิก ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาระบบบริหารสหกรณ์ให้ทันสมัย โดยจะส่งเสริมให้สหกรณ์ใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหาร การสร้างและพัฒนารูปแบบการดำเนินงานของสหกรณ์อย่างเป็นระบบ ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ/ประสิทธิผล และสนับสนุนและส่งเสริมให้สหกรณ์มีการบริหารโดยใช้ระบบสารนิเทศที่ทันสมัย และยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็งยั่งยืน โดยจะพัฒนาสหกรณ์เข้าสู่ระบบมาตรฐานสหกรณ์ พัฒนาสหกรณ์ให้มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรครบวงจรและสร้างเครือข่ายต่อสหกรณ์และพันธมิตรทางธุรกิจ







