
กลไกการซื้อขาย Options อะไรที่ผู้ลงทุนจะไม่รู้ไม่ได้?
โดย...บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย)
โดย...บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย)
ในบทความก่อนหน้าแนะนำให้รู้จักเกี่ยวกับ Options ซึ่งเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่ผู้ขาย Options จะมอบให้กับผู้ซื้อ Options การแบ่งประเภท Options นั้นแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ สิทธิในการซื้อสินค้าอ้างอิงตามราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา (Call Options) และสิทธิในการขายสินค้าอ้างอิงตามราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา (Put Options) และเนื่องจากการซื้อขาย Options ทั้ง Call Options และ Put Options จริงๆ แล้วยังไม่ได้เกิดการซื้อขายสินค้ากันจริงๆ ดังนั้นการซื้อขาย Options จึงยังไม่มีการจ่ายเงินหรือชำระค่าสินค้าเต็มจำนวนกันทันที แต่จะใช้วิธีวางเงินประกัน (Margin) เพื่อป้องกันการฝั่งหนึ่งฝั่งใดบิดพลิ้วของสัญญากรณีที่ราคาสินค้าอ้างอิงมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลง
จากที่เคยยกตัวอย่างไว้ว่าการซื้อขาย Options นั้นเหมือนกับการทำประกันภัยโดยผู้ซื้อ Options จะต้องจ่ายเงินค่า Options ให้กับผู้ขายทันทีในวันที่ทำสัญญาเหมือนกับผู้ที่ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยต้องชำระค่าเบี้ยประกันตั้งแต่วันแรกที่ทำประกันภัย จะเห็นได้ว่าฝั่งที่เป็นผู้ซื้อ Options หลังจากที่ชำระเงินค่า Options ไปแล้ว จะได้สิทธิประโยชน์จากการซื้อ Options ซึ่งผู้ซื้อ Options จะใช้สิทธิประโยชน์นั้นหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับว่าการใช้สิทธิประโยชน์ที่ได้รับมานั้นคุ้มค่าหรือไม่ เช่น ถ้าผู้ซื้อ Call Options ที่ให้สิทธิในการซื้อทองคำได้ในราคา 20,000 หมื่นบาท แต่ราคาตลาดของทองคำ 19,000 บาท การใช้สิทธิตาม Call Options ที่ถืออยู่ก็ไม่คุ้มค่าเพราะซื้อทองในราคาตลาดได้ถูกกว่า แต่ถ้าราคาตลาดของทองคำอยู่ที่ 21,000 การใช้สิทธิตาม Call Options ที่ถืออยู่ก็จะคุ้มค่าเพราะใช้สิทธิซื้อทองคำได้ในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาด
ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาข้างต้นต้องการสื่อให้เห็นว่าผู้ซื้อ Options ไม่มีโอกาสที่จะบิดพลิ้วสัญญา เนื่องจากการเป็นผู้ซื้อ Options ไม่ว่าจะเป็น Call Options หรือว่า Put Options ก็ตาม จะมีหน้าที่จ่ายเงินค่า Options ให้กับผู้ขายตั้งแต่วันแรกที่ทำสัญญาแล้วได้รับสิทธิโดยมีทางเลือกว่าจะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ ผู้ซื้อ Options จึงไม่มีภาระใดๆ อีก ดังนั้นกลไกในการซื้อขาย Options สำหรับฝั่งของผู้ซื้อเมื่อได้จ่ายเงินค่า Options ไปแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องวางเงินประกันเพื่อป้องกันการบิดพลิ้วของสัญญา (ผู้ซื้อ Options ไม่ต้องวาง Margin)
แต่สำหรับผู้ขาย Options ทั้งผู้ที่ขาย Call Options และผู้ที่ขาย Put Options จะได้รับเงินค่า Options จากผู้ซื้อ และมีภาระติดตัวไปตลอดจนกว่าสัญญา Options จะหมดอายุ โดยขึ้นอยู่กับว่าราคาตลาดของสินค้าอ้างอิงนั้นผู้ที่ซื้อ Options มาใช้สิทธิจะคุ้มค่าหรือไม่ ถ้าผู้ซื้อ Options ใช้สิทธิแล้วไม่คุ้มผู้ซื้อ Options ก็จะไม่มาใช้สิทธิทำให้ผู้ขายก็จะได้กำไรเท่ากับค่าขาย Options ที่ได้รับ แต่ถ้าราคาตลาดของสินค้าอ้างอิงอยู่ในช่วงที่ผู้ซื้อ Options มาใช้สิทธิแล้วคุ้มค่า (เหมือนเกิดอุบัติเหตุแล้วผู้ซื้อประกันมาเคลม) ผู้ขาย Options ก็จะต้องมีหน้าที่ปฏิบัติตามภาระที่มีอยู่ ดังนั้นการที่ราคาสินทรัพย์อ้างอิงมีการเปลี่ยนแปลงจะเกิดมีโอกาสที่ทำให้เกิดผลเสียแก่ผู้ขาย Options ดังนั้นผู้ขาย Options จึงมีความจำเป็นที่จะต้องวางเงินประกัน และรักษาระดับเงินประกันให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตลอดเวลาเพื่อไม่ทำให้เกิดโอกาสที่ผู้ขาย Options จะบิดพลิ้วสัญญาในกรณีที่เกิดผลขาดทุน (ผู้ขาย Options ต้องวาง Margin)
กรณีของผู้ขาย Call Options หรือสิทธิในการซื้อสินค้าอ้างอิง เมื่อราคาของสินค้าอ้างอิงยิ่งเพิ่มมากขึ้นก็จะยิ่งส่งผลเสียหายต่อผู้ขาย Call Options มากขึ้น เพราะการที่ราคาตลาดสูงกว่าราคาใช้สิทธิ ผู้ที่ซื้อ Call Options ก็จะมาใช้สิทธิประโยชน์ที่ได้รับอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่ขาย Call Options ที่อ้างอิงกับทองคำไว้ที่ราคา 20,000 บาท ซึ่งจะทำให้ผู้ซื้อ Call Options มีสิทธิซื้อทองคำที่ราคา 20,000 บาท ถ้าราคาตลาดของทองคำ ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 21,000 บาท ผู้ซื้อ Call Options ก็จะใช้สิทธิมาซื้อทองคำจากผู้ขาย Call Options โดยจ่ายเงินเพียง 20,000 บาท กรณีนี้ผู้ขาย Options เกิดผลเสียหาย 1,000 บาท แต่ถ้าราคาตลาดของทองคำยิ่งเพิ่มขึ้นไปเป็น 22,000 บาท แล้วผู้ซื้อ Call Options มาใช้สิทธิในการซื้อทองคำที่ 20,000 บาท ผู้ขาย Call Options ก็จะเกิดความเสียหายถึง 2,000 บาท ดังนั้นสำหรับผู้ขาย Call Options เมื่อราคาตลาดมีปรับตัวสูงขึ้นก็อาจจะต้องมีภาระในการนำเงินประกันมาวางเพิ่มอีกด้วย
กรณีของผู้ขาย Put Options หรือสิทธิในการขายสินค้าอ้างอิง เมื่อราคาของสินค้าอ้างอิงยิ่งลดลงก็จะยิ่งส่งผลเสียหายต่อผู้ขาย Put Options มากขึ้น การที่ราคาตลาดปรับตัวลดลงกว่าราคาใช้สิทธิ ผู้ที่ซื้อ Put Options ก็จะมาใช้สิทธิประโยชน์ที่ได้รับอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่ขาย Put Options ที่อ้างอิงกับทองคำไว้ที่ราคา 20,000 บาท ซึ่งจะทำให้ผู้ซื้อ Put Options มีสิทธิขายทองคำที่ราคา 20,000 บาท ถ้าราคาตลาดของทองคำ ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 19,000 บาท ผู้ซื้อ Put Options ก็จะใช้สิทธิมาซื้อทองคำจากผู้ขาย Put Options โดยขายได้เงิน 20,000 บาท กรณีนี้ผู้ขาย Put Options เกิดผลเสียหาย 1,000 บาท แต่ถ้าราคาตลาดของทองคำยิ่งลดลงอีกเป็น 18,000 บาท แล้วผู้ซื้อ Put Options มาใช้สิทธิในการขายทองคำที่ 20,000 บาท ผู้ขาย Put Options ก็จะเกิดความเสียหายถึง 2,000 บาท ดังนั้นสำหรับผู้ขาย Put Options เมื่อราคาตลาดมีปรับตัวลดลงก็อาจจะต้องมีภาระในการนำเงินประกันมาวางเพิ่ม
ข้อสรุปเกี่ยวกับกลไกการซื้อขาย Options คือ ผู้ซื้อ Options จะเป็นฝั่งที่ไม่มีภาระหน้าที่ในอนาคตจึงไม่ตัองวางเงินประกัน แต่สำหรับผู้ลงทุนที่ขาย Options จะมีภาระหน้าที่ในอนาคตถ้าราคาสินค้าอ้างอิงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ทำให้เกิดความเสียหาย ดังนั้นผู้ขาย Options จะต้องมีหน้าที่วางเงินประกันและรักษาระดับเงินประกันให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดด้วย สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจสามารถหาข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการซื้อขาย Options ได้จากโบรกเกอร์ที่ท่านใช้บริการ หรือเว็บไซต์ www.tfex.co.th







