posttoday
เผย 5 เทรนด์ปี’60 เขย่าตลาดอีคอมเมิร์ซในไทย

เผย 5 เทรนด์ปี’60 เขย่าตลาดอีคอมเมิร์ซในไทย

04 พฤศจิกายน 2559

อี-คอมเมิร์ซ ไอคิว หน่วยงานวิจัยตลาดภายใต้ บริษัท เอ คอมเมิร์ซ ผู้ให้บริการโซลูชั่นอี-คอมเมิร์ซครบวงจร ได้ประเมินตลาดอี-คอมเมิร์ซของประเทศไทยไว้ว่า ถึงแม้ไทยจะไม่ได้เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุด หรือร่ำรวยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่กลับมีตลาดอี-คอมเมิร์ซที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ในภูมิภาค ทำให้มูลค่าตลาดสูงถึง 900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท

อี-คอมเมิร์ซ ไอคิว หน่วยงานวิจัยตลาดภายใต้ บริษัท เอ คอมเมิร์ซ ผู้ให้บริการโซลูชั่นอี-คอมเมิร์ซครบวงจร ได้ประเมินตลาดอี-คอมเมิร์ซของประเทศไทยไว้ว่า ถึงแม้ไทยจะไม่ได้เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุด หรือร่ำรวยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่กลับมีตลาดอี-คอมเมิร์ซที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ในภูมิภาค ทำให้มูลค่าตลาดสูงถึง 900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะโตขึ้น 12 เท่า มีมูลค่าถึง 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.8 แสนล้านบาท ภายในปี 2568 คาดว่าในปีหน้าจะเกิดอะไรขึ้นกับอี-คอมเมิรซไทย ecommerceIQ ได้แชร์ข้อมูลผ่าน ECOMScape: ประเทศไทย ดังนี้

1.Lazada เป็นผู้นำตลาดมาร์เก็ตเพลส ระหว่างที่อี-คอมเมิร์ซเจ้าอื่นแข่งขันแย่งชิงตลาดเฉพาะกลุ่ม (นิชมาร์เก็ต) ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นในทวีป ประเทศไทยมี Lazada เป็นผู้นำตลาดอี-คอมเมิร์ซอย่างชัดเจน จากจำนวนการเข้าใช้งาน (Traffic) คนเข้าเว็บในแต่ละเดือน โดยคู่แข่งในตลาดอย่าง WeLoveShopping.com และ Wemall.com รวมกันได้เป็นจำนวนแค่ 1 ใน 4 ของจำนวนการเข้าใช้งานของ Lazada ด้วยซ้ำ

แม้ว่า Lazada จะมีอาลีบาบาเป็นผู้สนับสนุนอยู่ แต่ Lazada ก็ไม่สามารถหยุดยั้งผู้ค้าออนไลน์รายอื่นไม่ให้มาแย่งชิงตลาดได้ ยกตัวอย่างเช่น 11street อี-คอมเมิร์ซเจ้าใหญ่จากเกาหลี ที่ตั้งเป้าหมายสูงและหวังจะตีตลาดออนไลน์ในไทยตามรอยตลาดในประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย

นอกจากนี้ 11street ได้ประกาศมูลค่าสินค้าประจำปีในเครือสูงถึง 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.41 แสนล้านบาท นับเป็นมูลค่าที่สูงกว่ามูลค่าสินค้าของกลุ่ม Lazada ถึง 7 เท่า ต้องรอดูว่า 11street จะท้าทาย Lazada ในประเทศไทยได้หรือไม่?

2.ผู้ค้ามือใหม่กำลังแซงผู้ค้าเจ้าเก่าในตลาด C2C หรือ Customer-to-Customer นับเป็นอี-คอมเมิร์ซรูปแบบแรกๆ ของไทยที่ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง C2C Marketplace ที่ก่อตั้งมานานและเป็นที่นิยมอย่าง WeLoveShopping, Tarad และ Pramool ถูกบริหารโดยทีมงานท้องถิ่น แต่ปัจจุบันกำลังถูกผู้เล่นต่างชาติอย่าง Shopee ที่มี Garena บริษัทเกมยักษ์ใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นผู้สนับสนุน นำแพลตฟอร์มใหม่ๆ เข้ามาแย่งตลาด C2C

3.เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และไลน์ ขับเคลื่อนกระแสโซเชียลคอมเมิร์ซในประเทศไทย
 ซึ่งโซเชียลคอมเมิร์ซ คือรูปแบบธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่เหมาะสมและตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนไทย ผู้ค้าไทยสร้างร้านค้าบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม เพื่อโพสต์ภาพสินค้าและเพื่อให้ลูกค้าที่สนใจเข้ามาดูและสอบถามรายละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ นักช็อปออนไลน์เกินครึ่งในประเทศไทยเคยช็อปจากผู้ค้าผ่าน Social Network โดยตรง จึงไม่แปลกเมื่อเฟซบุ๊กเริ่มการทดสอบระบบการชำระเงินในเดือน มิ.ย. และเปิดให้ใช้ในไทยเป็นประเทศแรกในเดือน ส.ค.

4.เงินสดยังเป็นช่องทางการชำระที่สำคัญที่สุด เพราะไทยยังคงเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับการจ่ายตังค์ด้วยเงินสด ซึ่ง 70% ของลูกค้าอี-คอมเมิร์ซยังเลือกใช้เป็นช่องทางหลัก ดังนั้น การเติบโตของอี-คอมเมิร์ซจึงน่าเป็นห่วง หากผู้ขายส่วนใหญ่ไม่สามารถรองรับ COD (Cash on Deliver) หรือการชำระด้วยเงินสดได้ แม้ว่าบริษัทโทรคมนาคม สถาบันการเงิน หรือบริการอื่นๆ พยายามจะนำเสนอ
โมบายวอลเล็ต เพื่อเป็นช่องทางการชำระเงินแบบออนไลน์ แต่ก็ยังไม่มีบริการไหน ที่สามารถเข้ามาแก้ปัญหานี้ได้

5.การแข่งขันของบริษัทโลจิสติกส์นำไปสู่การตัดราคาในที่สุด การเจริญเติบโตของอี-คอมเมิร์ซในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วยให้โลจิสติกส์สตาร์ทอัพที่มุ่งแก้ปัญหาเรื่องระบบขนส่ง เช่น การขนส่งข้ามวัน หรือการติดตาม Live-Tracking เป็นไปได้ดีเยี่ยม ซึ่งประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ทำให้ความสำเร็จของ Uber และ Grab เป็นแรงผลักดันให้สตาร์ทอัพหลายๆ ที่นำเสนอระบบส่งสินค้าแบบออนดีมานด์มากขึ้น

ทั้งหมดเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ และคอยปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดอย่างรวดเร็วในตลาดอี-คอมเมิร์ซไทย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ