posttoday
ญี่ปุ่นยอมรับปรับลดเงินเฟ้อ บ่งชี้แผนกระตุ้นการเงินไร้ผล

ญี่ปุ่นยอมรับปรับลดเงินเฟ้อ บ่งชี้แผนกระตุ้นการเงินไร้ผล

03 พฤศจิกายน 2559

โดย...ญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

นอกจากการประกาศคงมาตรการทางการเงินแล้ว เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ยังปรับลดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั้งปีนี้และปีหน้า ซึ่งถือเป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการครั้งแรกว่า การใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเชิงรุกมาตลอดหลายปีของบีโอเจ ไม่สามารถผลักดันอัตราเงินเฟ้อให้ขยายตัวตามเป้าหมาย 2% ที่วางไว้ได้จริง และทันก่อนที่ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ จะหมดวาระลงในเดือน เม.ย. 2018

แม้อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นจะเผชิญกับปัจจัยด้านลบ ทั้งการขึ้นอัตราภาษีขายจาก 5% เป็น 8% เมื่อเดือน เม.ย. 2014 และราคาน้ำมันที่ร่วงลงจากระดับกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อกลางปี 2014 เหลือไม่ถึง 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปัจจุบัน แต่ก็ไม่อาจมองข้าม “แนวคิดยึดติดกับภาวะเงินฝืด” ไปได้เลย ซึ่งคุโรดะ ก็ยอมรับว่าการจัดการกับแนวคิดดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย

“การผ่อนคลายเชิงปริมาณและคุณภาพที่เราใช้มาตั้งแต่เดือน เม.ย. 2013 มีผลดังที่พวกเราคาดหวังไว้ แต่ในภายหลังเรากลับเผชิญการบริโภคอ่อนแอลงจากการขึ้นภาษีขาย และยิ่งแย่ลงอีกเมื่อราคาน้ำมันปรับลดลง 70% จากจุดสูงสุด ขณะที่ฤดูร้อนปีที่แล้วเราเจอกับภาวะเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ชะลอตัวจนส่งผลกระทบต่อตลาดระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมอัตราเงินเฟ้อจึงยังไม่ฟื้น” คุโรดะ กล่าวภายหลังการประชุมบีโอเจ

ภายหลังการประชุมครั้งล่าสุดนี้บีโอเจปรับลดเป้าหมายเงินเฟ้อสำหรับปีงบประมาณ 2016 ที่จะสิ้นสุดเดือน มี.ค. 2017 จาก 0.1% เป็นลบ 0.1% ปรับลดเป้าหมายเงินเฟ้อของปีงบประมาณ 2017 จาก 1.7% เป็น 1.5% และยังปรับลดเป้าหมายเงินเฟ้อในปีงบประมาณ 2018 จาก 1.9% เป็น 1.7% โดยคาดว่ากว่าที่ญี่ปุ่นจะบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ตามที่เคยตั้งใจได้จริง ก็ต้องช้าออกไปอีก 1 ปีจากกำหนดเดิม

เท่ากับว่ายุคสมัยของผู้ว่าการคุโรดะ ที่ใช้นโยบายกระตุ้นการเงินเชิงรุกทันทีตั้งแต่รับตำแหน่งในปี 2014 โดยขยายฐานเงินเกือบ 2 เท่าภายในสิ้นปีเดียวกันให้อยู่ที่ 270 ล้านล้านเยน (ราว 101.5 ล้านล้านบาท) ผ่านการซื้อสินทรัพย์ และต่อเนื่องมาจนถึงการใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบในปี 2016 ก็ยังไม่สามารถขับเคลื่อนญี่ปุ่นได้จริง

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากดัชนีราคาผู้บริโภคญี่ปุ่นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา จะพบว่าปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 โดยร่วงลง 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทว่าฟากยุโรปที่ประสบปัญหาคล้ายคลึงกันกับข้อจำกัดด้านนโยบายการเงิน กลับมีอัตราเงินเฟ้อเดือน ต.ค. ปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 27 เดือน ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายระบุว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมันถูกเริ่มหมดไปแล้ว ดังนั้นอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงของญี่ปุ่นจึงไม่ได้เป็นผลจากน้ำมันถูกเป็นปัจจัยใหญ่

มาร์เซล เทียเลียนท์ นักวิเคราะห์อาวุโสของแคปปิตอลอีโคโนมิก เปิดเผยว่า มองว่าแม้ผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลงจะเริ่มหมดไปแล้ว แต่ค่าเงินเยนที่แข็งค่าตลอดทั้งปี 2016 เป็นปัจจัยกดดันอัตราเงินเฟ้อ

แม้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินเยนจะอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 105 เยน/เหรียญสหรัฐ จากคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แต่ก็ยังถือว่าแข็งค่าไปแล้วราว 13% ตลอดทั้งปี 2016 โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่า คือการประกาศใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบของบีโอเจเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมืองโลกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เช่น เบร็กซิต หรือการที่สหราชอาณาจักรลงประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) และการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่เข้มข้นขึ้นซึ่งสามารถพลิกผันได้ตลอดเวลา

การใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ นอกจากจะเป็นการกดดันศักยภาพการทำกำไรของภาคการธนาคาร เพราะเป็นการเก็บเงินกับธนาคารพาณิชย์ที่ฝากไว้กับบีโอเจแล้ว แรงกดดันต่อความสามารถการทำกำไรยังส่งผลให้ผู้บริโภคตื่นตระหนกเกรงว่าภาคธนาคารจะผลักภาระมาให้กับผู้บริโภค จนหันไปนำเงินออกจากระบบธนาคารมาเก็บไว้ในตู้เซฟ และยิ่งไม่ใช้จ่ายมากขึ้นไปอีก

บีโอเจปรับแผนครั้งใหญ่เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ในมาตรการซื้อคืนพันธบัตรราว 80 ล้านล้านเยน (ราว 24 ล้านล้านบาท) ให้มุ่งไปที่การควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระหว่างพันธบัตรระยะสั้นและระยะยาว (ยิลด์เคิร์ฟ) แทน โดยจะผลักดันให้อัตราผลตอบแทนระยะยาวปรับตัวเพิ่มขึ้น ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือภาคธนาคารที่มักกู้ยืมระยะสั้นและปล่อยกู้ระยะยาว แต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าได้ผลต่อเศรษฐกิจหรือไม่

อัตราเงินเฟ้อที่ยังคงไม่ฟื้นตัว มาพร้อมกับการใช้จ่ายของครัวเรือนเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ยังปรับตัวลดลง 2.1% และนับเป็นการลดลงเป็นเดือนที่ 11 ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นการตอกย้ำ “แนวคิดยึดติดกับภาวะเงินฝืด” ของชาวญี่ปุ่นมากขึ้นไปอีก

แนวคิดดังกล่าวเป็นเสมือนค่านิยมของญี่ปุ่น โดยประชาชนส่วนใหญ่ไม่ชอบอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งหมายถึงข้าวของจะแพงขึ้น และประชาชนจะไม่ออกมาจับจ่ายใช้สอยเมื่อข้าวของขึ้นราคา และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นลดการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง และยากจะฟื้นได้ตั้งแต่มีการปรับขึ้นภาษีขายจาก 5% เป็น 8% เมื่อเดือน เม.ย. 2014 

“ญี่ปุ่นจมอยู่กับภาวะเงินฝืดมาตลอด 15 ปี การจะกำจัดแนวคิดเงินฝืดออกไปจากใจของสาธารณชนไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตาม จะต้องมีใครทำสิ่งนี้เมื่อเดิมพันคือการมีเสถียรภาพทางราคา ดังนั้นธนาคารกลางก็ควรเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ด้วย” คุโรดะ กล่าวเมื่อเดือน ม.ค. 2016 แสดงให้เห็นถึงการรับมือกับแนวคิดดังกล่าวในสังคมญี่ปุ่น

หนทางหนึ่งที่จะกำจัดแนวคิดยึดติดกับภาวะเงินฝืดของญี่ปุ่นได้ ทาโร อาโสะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น ระบุว่า จำเป็นต้องขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงาน โดยเมื่อปีงบประมาณ 2015 ที่ผ่านมา ซึ่งสิ้นสุดเดือน มี.ค. 2016 นั้น สัดส่วนระหว่างรายได้ของแรงงานเมื่อเทียบกับรายได้ของเอกชนอยู่ที่ 66% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี แสดงให้เห็นว่าเอกชนชะงักการใช้รายได้ไปลงทุนขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงาน

ดังนั้น การปฏิรูปโครงสร้างจึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะการปฏิรูปตลาดแรงงานให้มีการจ่ายค่าแรงให้เท่าเทียมระหว่างพนักงานประจำและพนักงานพาร์ตไทม์ และการปฏิรูปเปิดกว้างตลาดแรงงานให้ทันกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม แม้การปฏิรูปโครงสร้างจะเป็นหนึ่งในศรสามดอกในนโยบายเศรษฐกิจ “อาเบะโนมิกส์” นอกเหนือไปจากการใช้นโยบายการเงินการคลัง แต่ก็ยังไม่เห็นผลมากนัก

กระนั้นการปฏิรูปโครงสร้างดูจะเป็นหนทางที่คุโรดะพยายามผลักดันและส่งสัญญาณชัดเจนมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวอาจไม่ทันท่วงทีก่อนที่จะต้องโบกมือลาตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นภายในเดือน เม.ย. 2018 ขณะที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ก็จะหมดวาระในปลายปี 2018 เช่นเดียวกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท