
มาเซอร์ราติเปลี่ยนมือ เอ็มไพร์ฯยุติขาย
เอ็มไพร์ มอเตอร์ สปอร์ต ยุติการขายและบริการมาเซอร์ราติ-อบาร์ธ ในประเทศไทย ขณะที่เอ็มจีซี-เอเชีย เล็งรับช่วงต่อ
เอ็มไพร์ มอเตอร์ สปอร์ต ยุติการขายและบริการมาเซอร์ราติ-อบาร์ธ ในประเทศไทย ขณะที่เอ็มจีซี-เอเชีย เล็งรับช่วงต่อ
น.ส.พรศริน เมธีวัชรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มไพร์ มอเตอร์ สปอร์ต ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์มาเซอร์ราติ ในประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้หยุดการดำเนินงานด้านศูนย์จำหน่ายและบริการรถยนต์อาบาร์ธ(Abarth) ในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2559 เป็นต้นไป เนื่องจากประสบปัญหาไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นได้
ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่บริษัทได้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ดังกล่าวมียอดขายสะสมจำนวน 20 คัน และมีฐานลูกค้าที่เข้ารับบริการรวมทั้งสิ้นจำนวน 35 คัน ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาประสานงานกับบริษัทผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์รายหนึ่งในการดูแลด้านการให้บริการระหว่างที่ยังไม่มีผู้รับสิทธิการนำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ดังกล่าวในไทย เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจในการใช้งาน
สำหรับรถแบรนด์มาเซอร์ราติ ที่บริษัทได้สิทธิการจำหน่ายในประเทศไทยเป็นระยะเวลากว่า 7 ปี ก็ได้สิ้นสุดลงเช่นเดียวกัน โดยมีการเก็บตัวเลขยอดขายสะสมย้อนหลังเพียง 4 ปี ซึ่งมีจำนวนอยู่ที่ 76 คัน โดยได้มีการทำกิจกรรมทางการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเก็บภาษีรถยนต์นำเข้ารวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจผ่านช่วงเวลาดังกล่าวตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง
“บริษัทขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุนและไว้วางใจในการเลือกซื้อมาเซอร์ราติและอาบาร์ธมาโดยตลอด”น.ส.พรศริน กล่าว
ด้านแหล่งข่าวจากวงการผู้นำเข้ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัท มาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หรือเอ็มจีซี-เอเชีย อยู่ระหว่างการเจรจารับสิทธิการจำหน่ายรถยนต์มาเซอร์ราติ ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้
นอกจากนี้ สำหรับสถานการณ์ตลาดรถยนต์นำเข้าในช่วงสุดท้ายของปีนี้ ตลาดรถยนต์นำเข้ายังมีกำลังซื้อใหม่เกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยจากการเก็บข้อมูลผู้บริโภคพบว่า การใช้จ่ายยังคงเป็นเรื่องสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประกอบกับมีการวางแผนล่วงหน้าในการเลือกซื้อไว้ในช่วงเวลาปลายปี
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสาเหตุการใช้จ่ายของผู้บริโภคในกลุ่มดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่อ่อนค่าลง ส่งผลดีต่อราคาขาย ณ วันที่จอง ที่อยู่ในระดับลดต่ำลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคในกลุ่มดังกล่าวในปัจจุบันเป็นการซื้อรถยนต์เพื่อการลงทุน







