เซเว่นฯปะทะเอไอเอส จับตาทรูฯหยิบชิ้นปลามัน
อํานาจต่อรองการค้าระหว่างสินค้าหรือบริการ กับช่องทางจำหน่าย เป็นปัญหาอมตะทางการค้าที่จะต่อรองเพื่อให้ต่างฝ่ายต่างได้กำไรมากสุด
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย/ณัฎฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
อํานาจต่อรอง (Bargaining Power) การค้าระหว่างสินค้าหรือบริการ กับช่องทางจำหน่าย เป็นปัญหาอมตะทางการค้าที่จะต่อรองเพื่อให้ต่างฝ่ายต่างได้กำไรมากสุด ยิ่งเป็นรายใหญ่ปะทะกัน ศึกค่ากำไรขั้นต้นหรือจีพี (Gross Profit : GP) ก็ยิ่งยืดเยื้อ รวมทั้งล่าสุดศึกค่าจีพีบัตรเติมเงินยี่ห้อวัน-ทู-คอลของยักษ์โทรคมนาคม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส หรือเอไอเอส กับยักษ์ร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น หลังจากปัญหานี้มีการต่อรองกันมาตั้งแต่กลางปี 2559 และมาแตกหักเมื่อหมดสัญญาเดือน ก.ย. เมื่อเซเว่นอีเลฟเว่น หยุดขายบัตรเติมเงินวัน-ทู-คอล
ศึกค่าจีพีวันทูคอลครั้งนี้ ระหว่างยักษ์โทรคมนาคม กับยักษ์ร้านสะดวกซื้อใครจะเจ็บตัวมากกว่ากัน หรือหมากเกมนี้มีซ้อนหมากอีกเด้ง เป็นการปูทางให้โทรคมนาคมในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี คือ ทรู กรุยทางขึ้นผู้นำวงการโทรคมนาคม
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ให้ความเห็นว่า กรณีเซเว่นอีเลฟเว่นเลิกจำหน่ายบัตรเติมเงินวัน-ทู-คอล หากไม่มีการเจรจากันเกิดขึ้น เอไอเอสจะเสียเปรียบมากกว่า โดยเฉพาะการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ เพราะนอกจากจะเป็นช่องทางเติมเงินแล้วยังเป็นช่องทางการจำหน่ายซิมโทรศัพท์มือถือ จะส่งผลให้เอไอเอสซึ่งเป็นผู้นำตลาดทางด้านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือการเติบโตช้าลง เพราะเซเว่นอีเลฟเว่นเป็นช่องทางเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ในวงกว้าง
“เซเว่นอีเลฟเว่นแค่สูญเสียรายได้ไปส่วนหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาเอไอเอสก็เร่งขยายช่องทางการเติมเงิน ไม่ว่าจะเป็น ตู้บุญเติม หรือกระทั่งตู้เติมเงินจากเอไอเอสเองก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่าการทำตู้เติมเงินไม่ใช่ธุรกิจที่บริษัทดังกล่าวเชี่ยวชาญ อีกทั้งนโยบายของ สมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอไอเอส ก็ประกาศชัดเจนว่า จะเป็นดิจิทัล ไลฟ์ เซอร์วิส โพรไวเดอร์ และดำเนินธุรกิจบนความเชี่ยวชาญของตัวเอง เชื่อว่าหากเซเว่นอีเลฟเว่นกับเอไอเอสตกลงกันไม่ได้ ก็จะมีนัยสำคัญว่าอาจเป็นเกมการแข่งขันชิงผู้นำของธุรกิจเทเลคอม” ภาวุธ กล่าว
ด้านตู้เติมเงินบุญเติมได้เตรียมแผนการขยายตู้เติมเงินไว้รองรับหลังจากเอไอเอสเลิกจำหน่ายและเติมเงินในเซเว่นอีเลฟเว่น เพราะถือว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่เข้าถึงตลาดแมสหรือกลุ่มเป้าหมายทั่วไป อีกทั้งยังเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มธุรกิจเติมเงิน สมชัย สูงสว่าง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส ผู้ดำเนินธุรกิจตู้เติมเงินออนไลน์บุญเติม กล่าวว่า แผนการขยายตู้เติมเงินบุญเติมปีนี้จะขยายให้ครบ 9 หมื่นตู้ และยอดเติมเงินรวม 2.1 หมื่นล้านบาท โดยเดือน ต.ค. สามารถขยายบริการ 8.5 หมื่นตู้
สำหรับปีหน้าบริษัทวางแผนขยายตู้บุญเติมเพิ่มเป็น 1.15 แสนตู้ เพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้บริการเติมเงินจากค่ายเอไอเอสที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก จากปัจจุบันมีลูกค้ามือถือระบบเติมเงินกว่า 20 ล้านราย โดยมูลค่าการเติมเงินโทรศัพท์มือถือผ่านตู้บุญเติมมากกว่า 13% ของมูลค่าตลาดมือถือระบบเติมเงินกว่า 6.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากที่ผ่านมาที่มีประมาณ 11% และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น บริษัทตั้งเป้ามูลค่าการเติมเงินเติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 29% ต่อเนื่องถึงปี 2561 คาดว่าตลาดมีแนวโน้มเติบโตอย่างน้อย 5-10% จากมูลค่าตลาดในปีที่แล้วกว่า 1.24 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เอไอเอสที่มีผู้ใช้บริการทั้งหมด 39.4 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็น บริการเติมเงิน 85% บริการรายเดือน 15% และทางเอไอเอสยังมองว่าไม่กระทบกับลูกค้าที่มีอยู่ เพราะเซเว่นอีเลฟเว่นมีสาขาเพียง 9,000 แห่งทั่วประเทศ
ฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า บริษัทยังไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรได้ เพราะเป็นความต้องการที่จะไม่สั่งสินค้าของทางเซเว่นอีเลฟเว่นเอง ซึ่งบริษัทยังมีช่องทางการเติมเงินอื่นๆ สำหรับให้บริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่
ในส่วนของการแข่งขันธุรกิจเทเลคอม ปัจจุบันทรูยังเป็นอันดับสาม มีผู้ใช้บริการ 21.5 ล้านเลขหมาย มีรายได้ 23,032 ล้านบาท ไล่บี้กับค่ายดีแทคอยู่ไม่มากนัก มีผู้ใช้บริการ 25 ล้านเลขหมาย รายได้ไตรมาสสอง 19,799 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนเอไอเอสมีผู้ใช้บริการ 39.4 ล้านเลขหมาย มีรายได้ 30,169 ล้านบาท
ธเนศ ศิริกิจ นักวิชาการ ให้ความเห็นว่า การแข่งขันของธุรกิจเทเลคอมเมื่อทรู เป็นผู้ท้าชิงเพื่อก้าวมาเป็นผู้นำตลาดแทนที่เอไอเอส กลยุทธ์ตลาดในลักษณะของการผูกขาดทางการค้าถือว่าเป็นเรื่องปกติมาก เพราะทรูเป็นบริษัทในเครือของซีพี กรุ๊ป เจ้าของช่องทางร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น
อย่างไรก็ตาม ในกรณีเกิดขึ้นตามที่เป็นข่าวเรื่องค่าส่วนแบ่ง เอไอเอสควรยอมเสียค่าส่วนแบ่งจาก 5% เป็น 7% เพราะเป็นการเฉือนรายได้ลดลง เพื่อสูญเสียส่วนน้อยแต่ยังสามารถรักษาผลประโยชน์ในส่วนมากไว้ได้มากกว่า เชื่อว่าสุดท้ายแม้ว่าค่ายทรูจะใช้กลยุทธ์ยึดช่องทางเซเว่นอีเลฟเว่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะผลักดันให้ก้าวมาเป็นผู้นำตลาดธุรกิจเทเลคอม แค่เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ทรูเป็นต่อเอไอเอสเท่านั้น
“ธุรกิจเทเลคอมการแข่งขันท้ายที่สุด ไม่ใช่ว่าสู้กันแค่เฉพาะช่องทางจำหน่าย แต่ค่ายโทรศัพท์มือถือต้องสู้กันด้วยกลยุทธ์การตลาด การบริการมากกว่า เช่น เอไอเอสวางนโยบายสู่ดิจิทัล ไลฟ์ เซอร์วิส โพรไวเดอร์ มากกว่าเป็นแค่เทเลคอม และไม่ทำธุรกิจที่ตัวเองไม่มีความเชี่ยวชาญแต่จะผนึกความร่วมมือกับพันธมิตร ส่วนกลยุทธ์ของทรู คือ แตกธุรกิจเองทุกอย่าง เช่น ทรูออนไลน์ บริการคลาวด์ อี-คอมเมิร์ซ” ธเนศ ให้ความเห็น


