
อนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย-สิงคโปร์ บังคับใช้ปี'60
โดย...เบญจมาศ กุลกัตติมาส เคพีเอ็มจี ประเทศไทย
โดย...เบญจมาศ กุลกัตติมาส เคพีเอ็มจี ประเทศไทย
อนุสัญญาความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน หรือที่เรามักจะเรียกสั้นๆ ว่า อนุสัญญาภาษีซ้อน เป็นการทำสัญญาแบบทวิภาคี เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนของภาษีที่เก็บจากเงินได้ตัวเดียวกันที่กิจการอาจต้องเสียภาษีให้มากกว่าหนึ่งประเทศ อันเนื่องมาจากความแตกต่างในหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีภายในของแต่ละประเทศ ทั้งนี้ไทยและสิงคโปร์ มีการเจรจาแก้ไขอนุสัญญาฉบับปัจจุบันที่มีผลใช้มา
ตั้งแต่ปี 2519 ซึ่งฉบับแก้ไขใหม่จะมีผลใช้บังคับ วันที่ 1 ม.ค. 2560 ซึ่งในฉบับแก้ไขใหม่มีการแก้ไขที่มีสาระสำคัญๆ อันมีผลให้ภาระภาษีเปลี่ยนไปอยู่หลายเรื่อง
ดังนั้น หากกิจการไทยใดมีธุรกรรมกับวิสาหกิจในสิงคโปร์และได้ใช้สิทธิประโยชน์ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนฉบับปัจจุบันเพื่อบรรเทาภาระภาษีแล้ว จะต้องตรวจสอบว่าอนุสัญญาภาษีซ้อนฉบับใหม่จะทำให้ภาระภาษีเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ และมีความจำเป็นต้องมีการตกลงเพื่อแก้ไขสัญญากันใหม่หรือไม่ นอกจากนี้หากกิจการไทยกำลังจะมีธุรกรรมกับวิสาหกิจในสิงคโปร์ จะต้องพิจารณาโดยใช้อนุสัญญาภาษีซ้อนฉบับแก้ไขใหม่ ดังนั้นวันนี้จึงจะขอเขียนประเด็นสำหรับบางธุรกรรมระหว่างประเทศ ที่มีการแก้ไขและทำให้ภาระภาษีเปลี่ยนไปทั้งในกรณีที่ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น เช่น อัตราภาษีลดลง และกรณีที่มีภาระเพิ่มขึ้น กล่าวคือมีภาระภาษีจากเดิมที่ไม่เคยเสีย เป็นต้น
เรื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นสาระสำคัญคือการแก้ไข ข้อ 12 ค่าสิทธิ โดยกำหนดอัตราภาษีที่ประเทศที่ค่าสิทธิเกิดขึ้นสามารถจัดเก็บได้จากเดิมในอัตราเดียวไม่เกิน 15% เป็นสามอัตราคือ ไม่เกิน 5%, 8% และ 10% ตามประเภทของค่าสิทธิ และยังเพิ่มนิยามค่าสิทธิให้รวมถึงสิทธิในการใช้อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีผลให้สามารถจัดเก็บภาษีจากค่าตอบแทนในการได้ใช้อุปกรณ์ดังกล่าว หรือค่าเช่าสังหาริมทรัพย์นั่นเอง
ยกตัวอย่างเช่นในกรณีที่บริษัทไทยจ่ายค่าเช่าอุปกรณ์ไปให้บริษัทสิงคโปร์ ตามประมวลรัษฎากรไทย บริษัทผู้จ่ายในไทยต้องหักภาษีในอัตรา 15% แต่ภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อนฉบับปัจจุบัน บริษัทไทยได้รับยกเว้นให้ไม่ต้องหัก ภาษีแต่อย่างไร แต่เมื่ออนุสัญญาภาษีซ้อนฉบับใหม่มีผลบังคับใช้บริษัทไทยต้องหักภาษีเมื่อจ่ายค่าเช่าไปสิงคโปร์ในอัตรา 8% จึงเป็นข้อหนึ่งที่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ หากมีค่าใช้จ่ายค่าเช่าสังหาริมทรัพย์ที่ต้องชำระไปสิงคโปร์ค้างจ่ายอยู่ กิจการอาจจะพิจารณาชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 31 ธ.ค. 2559 เพื่อใช้สิทธิยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่ายในประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาฉบับปัจจุบัน
แม้ว่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะไม่ใช่ภาระภาษีของผู้จ่ายคือกิจการไทย แต่หากทางผู้ให้เช่าสิงคโปร์ ใช้ประโยชน์ของอนุสัญญาซ้อน ในการกำหนดราคา ผู้เช่าสิงคโปร์อาจจะไม่ได้คาดว่าจะได้รับเงินน้อยลง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบสัญญาด้วยว่าภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายนั้นใครมีหน้าที่รับภาระ หากผู้เช่าไทยต้องรับภาระภาษีแล้วจะทำให้ผู้เช่าไทยมีต้นทุนเพิ่มขึ้นได้
ในทางกลับกันกิจการไทยอาจจะเลื่อนการชำระค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าสิทธิตัวอื่นๆ ออกไปจ่ายหลังวันที่ 1 ม.ค. 2560 เพื่อใช้อัตราภาษีที่ลดลงจากเดิม 15% เป็น 5% หรือ 10% ตามประเภทของค่าสิทธิ เช่น กิจการไทยมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ที่ต้องจ่ายให้แก่วิสาหกิจสิงคโปร์ ปัจจุบันกิจการไทยต้องหักภาษีไทยไว้ที่อัตรา 15% ในขณะที่ถ้าจ่ายหลังวันที่ 31 ธ.ค. 2559 อัตราภาษีจะลดลงเหลือ 5% ตามอนุสัญญาฉบับแก้ไขใหม่ ซึ่งจะทำให้สิงคโปร์ได้รับเงินเพิ่มถึง 10% หรือหากกิจการไทยเป็นผู้รับภาระภาษีหัก ณ ที่จ่าย ต้นทุนก็จะลดลงในกรณีที่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในไทยไม่ใช่ภาระของผู้จ่ายไทยแล้วกิจการไทยควรจะใช้ประโยชน์จากข้อนี้ในการเจรจาเพื่อขอปรับปรุงราคา
ทั้งนี้ หนึ่งในมาตรการภาษีของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนรวมถึงการที่ให้สมาชิกอาเซียนเร่งจัดทำอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างกันให้ครบทุกประเทศ ในปัจจุบันไทยยังไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับบรูไน และกัมพูชา ซึ่งทราบว่ารัฐบาลไทยกำลังเจรจากับกัมพูชาอยู่ ทั้งนี้เมื่อเดือน มิ.ย.ปีนี้ กัมพูชาเพิ่งจะได้เซ็นอนุสัญญาภาษีซ้อนกับสิงคโปร์ เป็นประเทศแรก การมีอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างกันย่อมเป็นตัวช่วยในการจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศสมาชิก
โดยเฉพาะถ้าจะใช้ประเทศสมาชิกใดประเทศหนึ่งเป็นฐานในอาเซียน ประเทศสมาชิกที่มีอนุสัญญามากที่สุดย่อมเป็นตัวเลือกต้นๆ







