
เศรษฐกิจไทย ยังแรงส่งโค้งท้ายปี
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2559 รัฐบาลเดินหน้าเรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในช่วงที่คนไทยอยู่ในความโศกเศร้า พร้อมยืนยันจะไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือนี้ ส่วนหนึ่งรัฐบาลเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้ดี แม้ว่าจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ และขยายตัวได้ไม่มากก็ตาม เนื่องจากที่ผ่านมาได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะปานกลางจำนวนมาก
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ยืนยันขณะนี้สัญญาณเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในภาวะปกติ ไม่มีสัญญาณผิดปกติอะไรที่ทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ชะลอตัว จนทำให้ภาพรวมของการขยายตัวเศรษฐกิจมีปัญหา และเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้มากกว่า 3%
หากพิจารณาพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทย จะพบว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ ยิ่งล่าสุดธนาคารโลกได้ปรับอันดับประเทศที่มีความสะดวกในการเข้าไปประกอบธุรกิจ (Doing Business 2017) ของประเทศไทยดีขึ้น จากอันดับ 49 เป็นอันดับ 46 จาก 190 ประเทศทั่วโลก และเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ในอันดับ 2 และประเทศมาเลเซียอยู่ในอันดับ 23 แสดงให้เห็นว่าการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยที่ดำเนินการมากว่า 2 ปีของรัฐบาลนี้เริ่มเห็นผล ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศมากขึ้น
ขณะที่อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ก็ยังอยู่ในระดับประเทศที่น่าลงทุน ไม่ได้ถูกปรับลดลง แม้ว่ารัฐบาลที่บริหารประเทศนี้จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็ตาม
ด้านหนี้สาธารณะของประเทศ จากการเปิดเผยของกระทรวงการคลังล่าสุด ณ วันที่ 31 ส.ค. 2559 มีจำนวน 5.94 ล้านล้านบาท หรือ 42.64% ของจีดีพี เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะคงค้างลดลงสุทธิ 1.03 หมื่นล้านบาท ซึ่งระดับหนี้ของไทยถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ 60%
หรือแม้แต่ความแข็งแรงด้านการเงินของประเทศ ที่มีเงินคงคลังกว่า 4 แสนล้านบาท เพื่อรองรับการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2560 ที่เริ่มมาตั้งแต่ 1 ต.ค. 2558 เงินทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศที่มีจำนวนมากของธนาคารแห่งประเทศไทย ล้วนแต่เป็นดัชนีที่ชี้ให้เห็นว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยยังแข็งแรง
ดังนั้น ในแง่ของพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยถือว่าไม่มีปัญหา ที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีชะลอลงอย่างรวดเร็ว ยิ่งดูการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา ไตรมาสแรกของปีนี้ขยายได้ 3.2% และไตรมาส 2 ขยายตัวได้ 3.5% ส่วนไตรมาส 3 ตัวเลขยังไม่ออก แต่อภิศักดิ์ ยืนยันว่าขยายตัวได้ไม่น้อยกว่าไตรมาส 2 รวมถึงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ก็ยังขยายตัวในระดับสูง
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาระบุว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็งและมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง สามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจต่างๆ ได้ อีกทั้งการดำเนินนโยบายการคลังและการเงินจากภาครัฐมีความต่อเนื่อง จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจในระยะต่อไปขยายตัวได้ต่อ
ที่สำคัญ กระทรวงการคลังมั่นใจว่าแรงส่งทางเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมาจะช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป อีกทั้งปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่นพร้อมรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้
นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายการคลังที่มีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทำให้มั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังจะติดตามภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการการคลังการเงินเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้พื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแรง แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยระยะสั้นยังมีปัญหา เนื่องจากการส่งออกของไทยได้รับผลกระทบกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมาก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังฟื้นตัวได้ช้า และการลงทุนภาคเอกชนยังมีน้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลรู้ปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างดี และได้พยายามดำเนินการแก้ไขมาต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ตามแผนเดิมรัฐบาลจะออกมาตรการลดหย่อนภาษีจากการช็อปกินเที่ยว เพื่อเพิ่มกำลังซื้อในช่วงปลายปีนี้ แต่เมื่อคนไทยตกอยู่ในความสูญเสียทั้งประเทศ มาตรการดังกล่าวจึงถูกตัดทิ้งไป และหันไปออกมาตรการเติมเงินสู่เศรษฐกิจฐานราก โดยล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเติมเงินกองทุนหมู่บ้านอีกหมู่บ้านละ 2.5 แสนบาท จำนวน 7.46 หมื่นหมู่บ้าน วงเงินรวม 1.86 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปทำโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของหมู่บ้าน หรือการดำเนินกิจการสาธารณประโยชน์ของหมู่บ้านที่เกี่ยวกับการพัฒนาและส่งเสริมการประกอบอาชีพ การผลิตและการตลาดเพื่อเสริมสร้างรายได้ให้กับประชาชนในหมู่บ้าน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีได้ระดับหนึ่ง
ด้านปัญหาการลงทุนของภาคเอกชนที่ยังมีน้อย กระทรวงการคลังก็พยายามกระตุ้นผ่านมาตรการได้หักลดหย่อนภาษี 2 เท่า ที่จะหมดสิ้นปีนี้ แม้ว่าจะได้ไม่มาก แต่ก็ดีกว่าไม่ดำเนินการอะไรเลย โดยรัฐบาลได้เร่งการลงทุนภาครัฐมาพยุงเศรษฐกิจ โดยการเร่งใช้งบประมาณปี 2560 การเร่งลงทุนรัฐวิสาหกิจในโครงการที่จะดำเนินการใน 1-2 ปีข้างหน้า ให้มาเริ่มลงทุนตั้งแต่ปีนี้ เพื่อชดเชยการลงทุนภาคเอกชน
กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาระบุว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง โดยในสัปดาห์นี้ สศค.จะปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่ จากเดิมก่อนหน้านี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.3% ส่วนจะปรับอย่างไร อยู่ระหว่างการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจทั้งหมด
ด้าน กุลยา ตันติเตมิท ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง ชี้แจงข้อมูลว่า ที่ผ่านมามีบางฝ่ายให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีจะทรุดหนัก เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศลดต่ำลงตามรายได้ประชาชนที่ลดลง การลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำ และจำนวนนักท่องเที่ยวมีปริมาณลดลงมาก ซึ่งข้อมูลที่ออกมาแสดงความเห็นถือว่ามีความคลาดเคลื่อนและไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
กุลยา ชี้แจงว่า การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน สะท้อนจากยอดรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ในเดือน ก.ย. 2559 ที่ขยายตัว 13.4% ตามรายได้ของเกษตรกรที่ปรับตัวดีขึ้น การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการของรัฐบาลในการสนับสนุนการลงทุนในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งในเดือน ม.ค.-ก.ย. 2559 การขอรับการส่งเสริมใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย มีมูลค่าทั้งสิ้น 1.57 แสนล้านบาท คิดเป็น 43% ของมูลค่าการขอรับการส่งเสริมโดยรวม
ด้านสถานการณ์ท่องเที่ยวต่างประเทศล่าสุด พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน ก.ย. 2559 มีจำนวน 2.4 ล้านคน ขยายตัว 17.8% ทำให้ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2559 มีจำนวนนักท่องเที่ยว 24.8 ล้านคน ขยายตัว 12.4% สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1.23 ล้านล้านบาท ขยายตัว 16.1%
ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานที่แข็งแรง และแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี ยังมีกำลังอีกมากที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มากกว่า 3% แต่จะมากกว่าเท่าไหร่นั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะเท่านี้ก็สามารถยืนยันได้ว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีปัญหาเลวร้ายอย่างที่นักการเมืองบางกลุ่มคาดการณ์







