
พื้นฐานเข้มแข็ง
ในเรื่องของ “การพัฒนา” นี้ ขอน้อมอัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
โดย...วิฑูรย์ สิมะโชคดี
ในเรื่องของ “การพัฒนา” นี้ ขอน้อมอัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ความตอนหนึ่งว่า “...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน...เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป...”
พระราชดำรัสข้างต้นทำให้นึกถึง “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย เพราะเป็นฐานที่เข้มแข็งของ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งปัจจุบันหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้กลายเป็นปรัชญาแนวความคิดและวิถีปฏิบัติของชาวโลกด้วยแล้ว
ความหมายของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ “3 ห่วง 2 เงื่อนไข” อันได้แก่ (1) ความพอประมาณ ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากจนเกินไป ไม่ไปเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น (2) ความมีเหตุผล การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุมีผล และ (3) ความมีภูมิคุ้มกัน การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยมีเงื่อนไขของการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับที่พอเพียง 2 ประการดังนี้ คือ (1) เงื่อนไขความรู้ ความรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน และ (2) เงื่อนไขคุณธรรม ประกอบด้วย ความตระหนักในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต มีความอดทน มีความเพียร เพื่อใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต
ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีภูมิคุ้มกันในตัวเองที่มีต่อผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลง ทั้งจากภายนอกและภายใน ซึ่งจะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวัง ในการนำวิชาต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและดำเนินการในทุกขั้นตอน
ขณะเดียวกัน ยังต้องเสริมสร้างพื้นฐานทางด้านจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีจิตสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ มีปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอก
ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และความมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นกรอบสำคัญของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องประหยัด รัดเข็มขัดอยู่ตลอดเวลา แต่ที่จริงแล้วเราสามารถซื้อสินค้าที่เราชอบได้ตราบใดที่เรามีรายได้สุทธิมากพอ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เราต้องมีความพอประมาณ ไม่ใช่จ่ายเงินเกินกว่าฐานะที่แท้จริง
แม้ว่าหลักปรัชญานี้จะมีต้นกำเนิดจากภาคเกษตรและภาคชนบท แต่หลักปรัชญานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับภาคเศรษฐกิจอื่น อาทิ ภาคการเงิน อสังหาริมทรัพย์ การค้าระหว่างประเทศ การพัฒนาระบบการเงิน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
การสร้างความเข้มแข็งจากภายในด้วย “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่มาเยือนได้ทุกขณะเวลา บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจในอดีตจะได้ไม่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ตลอดไป
ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้







