
โครงข่ายไฟฟ้าปรับรับมือ พลังงานทดแทนมาแรง
การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน พลังน้ำ น้ำมันเตาและพลังงานทดแทนในแต่ละปี มีจำนวนมหาศาล
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน พลังน้ำ น้ำมันเตาและพลังงานทดแทนในแต่ละปี มีจำนวนมหาศาล ยิ่งภาคประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าจากธรรมชาติเพื่อใช้งานในสังคม ชุมชนหรือนิคมอุตสาหกรรมของตนเองได้ จะยิ่งลดการสั่งซื้อพลังงานไฟฟ้าจากส่วนกลาง ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องเจอผลกระทบทางตรงอย่างมาก หากไม่เร่งปรับตัวจะยิ่งเสียโอกาสทางรายได้และแบกรับต้นทุนมหาศาล
อีริค จอสต์ กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เอเชียแปซิฟิก เอคเซนเชอร์ กล่าวว่า การขยายตัวอย่างรวดเร็วของโครงข่ายไฟฟ้าเป็นความท้าทายสำคัญของธุรกิจพลังงาน หากไม่มีการเก็บข้อมูลแบบดิจิทัลให้ชัดเจน ทั้งด้านพฤติกรรมการใช้งาน ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในแต่ละช่วงเวลา เพื่อประเมินการใช้งานของประชาชนได้อย่างทันท่วงที จะทำให้ภาคการผลิตไม่สามารถวิเคราะห์การใช้พลังงานไฟฟ้าที่แท้จริงได้
การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มพลังงานไฟฟ้าในแต่ละปีมีมูลค่าที่มหาศาล หากใช้งานโครงข่ายได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้การลงทุนนั้นสูญเปล่า เพราะพลังงานแสงอาทิตย์และแหล่งกักเก็บพลังงานมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว หากไม่เร่งปรับตัวก่อนจะสร้างความสั่นคลอนแก่ธุรกิจแน่นอน
เมื่อจำนวนประชากรใช้งานโครงข่ายไฟฟ้าน้อยลง ย่อมส่งผลกระทบด้านรายได้แก่ภาคธุรกิจอย่างชัดเจน หากนำเครื่องมือดิจิทัลเข้ามาเสริมในเรื่องของการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลจะช่วยในการควบคุมค่าใช้จ่าย รวมทั้งประเมินการใช้งานและส่งพลังงานไฟฟ้าให้ภาคประชาชนได้อย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ โครงข่ายที่ไม่ได้ใช้งานอย่างเต็มที่ถือว่าเป็นต้นทุนที่ต้องเสียไปอย่างไม่จำเป็น ทั้งการติดตั้ง การบำรุงรักษาและการจ่ายโหลดที่เหมาะสม โดยในประเทศอังกฤษ ธุรกิจพลังงานไฟฟ้าต้องสูญเสียรายได้กว่า 38 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือในยุโรปที่เสียหายมากกว่า 6.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
รายงานวิจัยของเอคเซนเชอร์เรื่องโครงข่ายไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล (Digitally Enabled Grid) ชี้ให้เห็นว่า หากเจ้าของธุรกิจพลังงานไฟฟ้ายังไม่ปรับรูปแบบธุรกิจให้เข้ากับยุคสมัย และนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานให้มากกว่าเดิมจะพบแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในเรื่องความน่าเชื่อถือด้านการจัดหาพลังงาน
โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทกริดนั้น นอกจากจะช่วยเก็บข้อมูลและประมวลผลเรื่องของการใช้ไฟฟ้าภาคประชาชนแล้ว ยังมีผลในเรื่องของความต้องการไฟฟ้าภาคประชาชนให้เหมาะสมขึ้น กระตุ้นให้เกิดการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กโดยใช้พลังงานหมุนเวียน พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพลดข้อผิดพลาดจากการนำส่งไฟฟ้าไปยังโครงข่าย
ภากร สุริยาภิวัฒน์ ผู้จัดการอาวุโสกลุ่มธุรกิจพลังงานและทรัพยากร เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย กล่าวว่าประเทศไทยเองได้มีการทำโครงการนำร่องเกี่ยวกับระบบจัดเก็บข้อมูลดิจิทัลที่พัทยา จำนวน 1.2 แสนครัวเรือน เพื่ออัพเกรดโครงการไฟฟ้าดิจิทัล โดยทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA ลงทุนกว่าพันล้านบาท ในการเป็นสมาร์ทซิตี้ด้านการใช้งานพลังงานไฟฟ้าก่อนที่จะมีแผนขยายโครงการไปยังเมืองอื่นๆ ต่อไป
“โครงการนำร่องเป็นหนึ่งในแผนสมาร์ทซิตี้ที่พัทยา โดยจะเห็นเป็นรูปธรรมช่วงกลางปีหน้า ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงการคัดสรรตัวแทนจากเอกชนเพื่อทำงานร่วมกัน” ภากร กล่าว
ทั้งนี้ เอคเซนเชอร์ เสนอแนะองค์กรด้านพลังงาน 7 ข้อ สำหรับการนำดิจิทัลมาปรับใช้กับธุรกิจให้เหมาะสม คือ 1.ปฏิรูปธุรกิจไฟฟ้าแบบเดิมด้วยการนำดิจิทัลเข้ามาเสริมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและทราบพฤติกรรมของลูกค้าได้มากขึ้น 2.กำหนดกลยุทธ์หรือโรดแมปที่ชัดเจนในโครงการต่างๆ เพื่อเดินหน้าธุรกิจได้อย่างเข้มแข็ง 3.บริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างชาญฉลาด มีบุคลากรที่เข้าใจด้านดิจิทัล
4.ลงทุนและร่วมมือกับภาคเอกชนในการผลิตและพัฒนาสินค้าหรือเครื่องมือที่จะนำมาใช้ในธุรกิจอย่างเหมาะสม 5.กำหนดบทบาทของธุรกิจและตอบสนองความต้องการสู่ตลาดอย่างเหมาะสม 6.นำร่องในโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็กร่วมกับชุมชนเพื่อรับซื้อพลังงาน 6.ขยายธุรกิจร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ เพิ่มโอกาสทางการลงทุนใหม่ๆ และ 7.นำเสนอโครงการร่วมทุนกับภาคการศึกษาเพื่อหานวัตกรรมใหม่ๆ ทำผลวิจัย ร่วมมือกับเจ้าตลาด เป็นต้น







