
รัฐรีดภาษีที่ดิน แก้ไม่ถูกจุดฉุดรายได้
การเพิ่มประสิทธิภาพเก็บภาษีของรัฐบาลเป็นภารกิจสำคัญที่มีการเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2560 ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 ที่ผ่านมา ที่เห็นได้ชัดคือ กรมสรรพากรเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ การเสียภาษีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ให้เพิ่มราคาตลาดมาเทียบกับราคาประเมิน ราคาไหนสูงกว่าก็ให้เก็บภาษีจากฐานราคานั้น โดยมีเป้าหมายว่าจะทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรเพิ่มขึ้น
การเพิ่มประสิทธิภาพเก็บภาษีของรัฐบาลเป็นภารกิจสำคัญที่มีการเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2560 ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 ที่ผ่านมา ที่เห็นได้ชัดคือ กรมสรรพากรเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ การเสียภาษีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ให้เพิ่มราคาตลาดมาเทียบกับราคาประเมิน ราคาไหนสูงกว่าก็ให้เก็บภาษีจากฐานราคานั้น โดยมีเป้าหมายว่าจะทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรเพิ่มขึ้น
อีกด้านหนึ่ง สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ก็เดินหน้าให้กระทรวงการคลังเร่งศึกษาการเก็บภาษีที่ดินของผู้ที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาโครง สร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งของรัฐบาล และทำให้มูลค่าที่ดินในบริเวณดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้น เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น
ความพยายามเก็บภาษีใหม่ๆ และการปรับการเก็บภาษีเดิมให้เข้มข้นขึ้น ส่วนสำคัญมาจากการที่หลายปีที่ผ่านมารัฐเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย แม้ว่าในภาพรวมยังได้เกินเป้า แต่ก็มาจากการเก็บรายได้พิเศษ เช่น การนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจและการประมูลคลื่นโทรศัพท์และประมูลคลื่นโทรทัศน์เข้ามาจำนวนมาก
ในปีงบประมาณ 2559 ที่เพิ่งปิดหีบไปเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2559 รัฐบาลจัดเก็บรายได้ได้ 2.39 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 6.35 หมื่นล้านบาท หรือ 2.7% และยังสูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 1.8 แสนล้านบาท หรือ 8.1% แต่สาเหตุหลักมาจากการนำส่งรายได้จากการประมูลใบอนุญาต 4จี จำนวน 5.62 หมื่นล้านบาท การนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่สูงกว่าประมาณการ 1.37 หมื่นล้านบาท หรือ 11.4%
แต่ทว่าเมื่อพิจารณาเฉพาะ 3 กรมภาษี คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร พบว่าเก็บภาษีได้รวม 2.38 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 1.24 แสนล้านบาท โดยกรมสรรพากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้ามากที่สุด 1.37 แสนล้านบาท กรมศุลกากร 9,000 ล้านบาท มีกรมสรรพสามิตเท่านั้นที่เก็บภาษีได้มากกว่าเป้า 2.1 หมื่นล้านบาท
สำหรับการเก็บภาษีปีงบประมาณ 2560 กรมสรรพากรมีเป้าหมายการเก็บภาษี 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่ง ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ออกมายืนยันว่าจะเก็บภาษีได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ แต่ภาคเอกชนประเมินว่ากรมสรรพากรน่าจะยังจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า เพราะเศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ การบริโภคขยายตัวน้อย การลงทุนยังไม่กล้าขยายตัว
ขณะที่กรมศุลกากรมีเป้าหมายเก็บภาษีปีงบประมาณ 2560 ประมาณ 1 แสนล้านบาท ได้มีการเข้มงวดเรื่องการทุจริตทั้งของเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ ทำให้คาดว่าจะเก็บภาษีได้ตามเป้า ส่วนกรมสรรพสามิตมีเป้าหมายเก็บภาษี 5.5 แสนล้านบาท คาดว่าจะได้สูงกว่าเป้าหมาย จากการแก้ไขกฎหมายทำให้การเสียภาษีมีความชัดเจนมากขึ้น
ดังนั้น ปัญหาการเก็บภาษีของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2560 อยู่ที่กรมสรรพากรว่าจะทำให้อย่างไรทำให้เก็บภาษีได้ตามเป้าหมายหรือต่ำกว่าเป้าหมายน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบกับรายได้โดยรวมของประเทศ เพราะจะไม่มีรายได้พิเศษเหมือนปีที่ผ่านมา
ส่งผลให้การเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีจะมุ่งไปที่กรมสรรพากรเป็นหลัก ทั้งการเก็บภาษีจากการซื้อขายที่ดินที่ให้ใช้ราคาตลาด เทียบกับราคาประเมิน ความพยายามเก็บภาษีเงิน
ได้จากการค้าขายผ่านออนไลน์ หรือ อี-คอมเมิร์ซ การเพิ่มฐานภาษีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยพิจารณาแก้ไขประมวลรัษฎากรให้คนที่มีรายได้และเคยได้รับการยกเว้นทั้งหมดให้เข้ามาอยู่ในระบบฐานภาษีหากรายได้ถึงเกณฑ์
อย่างไรก็ตาม ความพยายามรีดภาษีเพิ่มดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ตามเป้าหมายง่ายๆ ปัญหาแรกคือ เศรษฐกิจ ที่แม้ว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่ก็เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ความหวังที่จะเก็บภาษีเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจึงเป็นเรื่องยาก
ประการต่อมา มาตรการที่ออกมาไม่สามารถเพิ่มการเก็บภาษีได้ทันที เช่น การให้นำราคาซื้อขายที่ดินที่เป็นราคาตลาดมาเป็นฐานการเก็บภาษี เพราะที่ผ่านมาราคาซื้อขายที่ดินที่ทำสัญญาเสียภาษีจะต่ำกว่าราคาซื้อขายจริงอยู่แล้ว บางครั้งต่ำกว่าราคาประเมินด้วยซ้ำ ทำให้พนักงานที่ดินใช้ราคาประเมินมาเป็นฐานในการคิดภาษี
ในกรณีใหม่นี้หากการซื้อขายต่ำกว่าราคาประเมินและราคาตลาด เท่ากับว่าจะต้องใช้ราคาตลาดเป็นฐานในการเสียภาษีก็จะมีปัญหาตามมากันอีกมากว่าใครเป็นคนกำหนดราคาตลาดดังกล่าว เช่น ที่ดินแปลงหนึ่งราคาประเมิน 1 ล้านบาท มีคนเสนอซื้อที่ดิน 2 ราย รายแรกเสนอซื้อ10 ล้านบาท รายที่สองเสนอซื้อ 20 ล้านบาท เพราะต้องการที่ดินนั้นมาก แต่ปรากฏว่าเจ้าของที่ดินขายให้กับรายแรกราคา 10 ล้านบาท กรณีเช่นนี้ราคาตลาดควรเป็น 10 ล้านบาท หรือ 20 ล้านบาทที่ใช้เป็นฐานการเก็บภาษี
ปัญหาต่อมา หากรายแรกทำสัญญาซื้อขายที่ดินในราคา 1 ล้านบาท เพราะรู้จักชอบกัน เจ้าหน้าที่จะทำอย่างไร จะเก็บภาษีจากราคาประเมิน 1 ล้านบาท หรือราคาตลาดที่ 10 ล้านบาท หรือ 20 ล้านบาท จะเห็นว่าการแก้กฎหมายนี้ไม่ได้ทำให้การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นแล้วจะทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกมาก
รวมถึงการเก็บภาษีที่ดินที่ได้ประโยชน์การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นการเสียภาษีที่ซ้ำซ้อนกับภาษีที่ดินที่พิจารณากันอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาหลักการเก็บภาษีที่ดินให้เก็บจากผู้อยู่อาศัยทุกคน แต่มีการยกเว้นบ้างในส่วนของผู้ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่เกิน 2 ล้านบาท ในอัตราขั้นบันได แต่เมื่อมีการปรับยกเว้นให้กับผู้ที่มีบ้านเกิน 50 ล้านบาท ทำให้ผู้อยู่อาศัยบ้าน 98% ไม่ต้องเสียภาษี และมีคนรวย 2% เท่านั้นที่ต้องเสียภาษี ทำให้การเก็บภาษีที่ดินที่จะออกมาในอนาคตกลายเป็นการเก็บภาษีที่ไม่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับประเทศอย่างที่ควรเป็น
ส่งผลให้ทุกวันนี้รัฐบาลต้องดิ้นหาทางเก็บภาษีมากขึ้น โดยเฉพาะภาษีจากการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือซื้อขายที่ดิน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดจุดทำให้การเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีไม่ได้ผล และจะส่งผลให้การเก็บภาษีปีงบประมาณ 2560 นี้ ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้อีกหนึ่งปี







