
The Rise of Silver Age (3)
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประชากรผู้สูงอายุ คือ การมีหลักประกันในการดำรงชีพ
โดย...อิสระ วงศ์รุ่ง รองผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประชากรผู้สูงอายุ คือ การมีหลักประกันในการดำรงชีพ กล่าวคือ มีแหล่งที่มาของรายได้หรือสวัสดิการที่เพียงพอต่อการดำรงชีพในสังคม เพื่อให้ประชากรผู้สูงอายุสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างมีคุณค่าและศักยภาพในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และไม่สร้างภาระกับสังคม
สิ่งที่ต้องดำเนินการคือการเตรียมตัวให้พร้อม โดยเฉพาะกลุ่มวัยที่ยังสามารถหาเลี้ยงชีพได้ ควรจะต้องมีการวางแผนทางการเงินที่ดีเพื่อที่จะได้สามารถนำไปเป็นรายได้หรือมีหลักประกันในการดำรงชีพในยามเกษียณอายุได้ ซึ่งการวางแผนทางการเงินดังกล่าวสามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงาน
สำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินในประเทศไทย ในปัจจุบันมีหลายผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สถาบันการเงินต่างๆ และภาครัฐได้มีการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการมาเพื่อช่วยในการวางแผนทางการเงินสำหรับใช้ในวัยเกษียณอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นกองทุนประกันสังคม กองทุนการออมแห่งชาติ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน RMF & LTF ประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นต้น
แต่จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ที่มีอยู่นั้น ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประจำ ยกเว้นกองทุนการออมแห่งชาติ สำหรับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศแล้วยังมีประชากรอีกจำนวนมากที่ยังเข้าไม่ถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ช่วยในการวางแผนทางการเงินสำหรับวัยเกษียณ
ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สามารถช่วยในการออมและลงทุน โดยให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าปกติและมีความเสี่ยงที่เหมาะสม อย่างเช่นผลิตภัณฑ์ด้านเงินฝากที่เหมาะสมกับการเก็บออมสำหรับนำไปใช้สอยในวัยเกษียณ เช่น Retirement Money Market ซึ่งรูปแบบของผลิตภัณฑ์ด้านเงินฝากดังกล่าว คือการให้ผู้ที่ประสงค์ฝากเงินสำหรับออมไว้ใช้ในวัยเกษียณสามารถออมเงินในแต่ละเดือนในอัตราที่เท่าๆ กัน หรืออัตราที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นขั้นบันได โดยอาจจะออมเพียงขั้นต้นสำหรับวัยเริ่มต้นทำงาน และออมมากขึ้น เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน โดยห้ามถอนออกมา ทั้งนี้อาจมีการให้ผลประโยชน์ขั้นต่ำต่อปี เก็บสะสมไปเรื่อยๆ และรัฐอาจให้นำเงินออมส่วนนี้ไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้หรือรายได้เมื่อครบอายุ 60 ปี เงินออมเหล่านี้ก็จะถูกนำมาใช้ในการดำรงชีพต่อไป
หากสามารถบูรณาการต่อไปได้ โดยความร่วมมือของทุกภาคส่วน การออมเงินแบบนี้ หากจัดตั้งเป็นกองทุน และให้ผู้ออมเงินถือเป็นสมาชิกกองทุน เมื่ออายุครบ 60 ปี กองทุนจะดูแลการดำรงชีพของสมาชิกกองทุน ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ สวัสดิการ การดูแลสุขภาพต่างๆ ที่อยู่อาศัยที่อาจมีการจัดตั้งเป็นชุมชนเฉพาะของสมาชิกกองทุน เป็นต้น
สำหรับผู้ที่เกษียณอายุแล้ว อาจทำให้ไม่สามารถวางแผนทางการเงินได้ทัน ปัจจุบันมีการพูดถึงเรื่อง Reversed Mortgage กันเป็นอย่างมาก ซึ่ง Reversed Mortgage นี้เหมาะกับผู้ที่เกษียณอายุแล้ว และมีอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นบ้านและที่ดิน คอนโด ที่ตนเองอาศัยอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่ปลอดภาระ นำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยสถาบันการเงินจะจ่ายเงินเป็นเงินก้อน หรือจ่ายเงินให้เป็นรายเดือน เพื่อให้ผู้ที่เกษียณอายุนำเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ โดยไม่ต้องชำระคืนเป็นรายเดือน เหมือนสินเชื่อบ้าน ซึ่งเงินที่สถาบันการเงินจ่ายให้รวมทั้งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น สถาบันการเงินจะได้รับชำระคืนเมื่อผู้เกษียณอายุเสียชีวิต และนำอสังหาริมทรัพย์ออกจำหน่ายส่วนที่เหลือจากการชำระหนี้ก็จะให้คืนแก่ทายาทของผู้เกษียณอายุ การดำเนินการลักษณะนี้จะช่วยให้ผู้ที่เกษียณอายุที่ไม่มีรายได้แต่มีอสังหาริมทรัพย์ สามารถนำอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่มาเปลี่ยนเป็นเงินในการดำรงชีพจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เป็นต้น
ทั้งนี้ เป็นแค่ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ควรจะเกิดขึ้นสำหรับประชากรผู้สูงอายุ จะถือเป็นการดีมากหากมีสถาบันการเงินหรือหน่วยงานที่สามารถช่วยวาง Ecosystem สำหรับการเตรียมความพร้อมสู่วัยเกษียณและการดำรงชีพของประชากรผู้สูงอายุในสังคมได้อย่างมีคุณค่า







