
ดอกเบี้ยและค่าเงิน
....เจียรนัย อุตะมะ
นักเศรษฐศาสตร์สหรัฐของซิตี้ กรุ๊ป ยังคงคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะคงดอกเบี้ยนโยบายต่ำไว้จนถึงปี 2554 ภายหลังการประชุมล่าสุดเมื่อสองสัปดาห์ก่อน เฟดได้ส่งสัญญาณจะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระยะยาว ซึ่งสวนทางกับแนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางในเอเชีย ที่จะส่งผลดีให้แนวโน้มทุนไหลเข้าเอเชียเพื่อแสวงหาผลตอบแทนการลงทุนที่สูงกว่า
ซิตี้ กรุ๊ป เชื่อว่านโยบายการเงินของธนาคารกลางในเอเชียจะแยกจากสหรัฐ โดยคาดว่าแนวโน้มดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สำหรับในประเทศไทยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.75% ในปีนี้จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.50% เพราะ
ประการแรก เศรษฐกิจเอเชียมีการเติบโตที่ชัดเจน
ประการที่สอง ไม่มีความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจกลับไปถดถอย
ประการที่สาม เครดิตทางการเงินยังเพิ่มขึ้น
ประการที่สี่ ธนาคารกลางบางแห่งในเอเชียใช้นโยบายการเงินในการเพิ่มราคาสินทรัพย์
นอกจากนั้น ยังคาดอีกว่าปีหน้าธนาคารกลางเอเชียก็ยังคงปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น จนถึงสิ้นปี 2554 เพื่อบริหารจัดการค่าเงิน
การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางเอเชียที่สวนทางกับดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐจะเป็นผลดีอย่างมากต่อค่าเงินในเอเชีย ที่จะทำให้มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาในประเทศเอเชียเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าทั้งจากดอกเบี้ยและค่าเงิน
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นปี 2553 จนถึงวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ค่าเงินเอเชียเทียบเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นแล้ว 6% หากคิดเป็นสองปีแข็งค่าขึ้น 10% ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่หลังวิกฤตการณ์สถานการณ์มักจะเป็นเช่นนี้
ด้านค่าเงินบาทที่มีการคาดกันตั้งแต่ต้นปีว่า สิ้นปี 2553 จะอยู่ที่ 31.50 บาท ตอนนี้ได้ทะลุไปแล้ว และตลาดคาดว่าปี 2554 จะแข็งค่าไปถึง 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ถ้าดอกเบี้ยนโยบายสูงถึง 3%
ล่าสุดสัปดาห์ก่อน (ระหว่างวันที่ 1218 ส.ค.) กองทุนและนักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อหุ้นไทย มีการขายสุทธิตลาดหุ้นทั่วโลกรวมกันประมาณ 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ดัชนี MSCI all world index เพิ่มขึ้น 0.7% อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นเอเชียยกเว้นญี่ปุ่นเริ่มมีเงินทุนไหลออกสุทธิ โดยเฉพาะไต้หวัน ส่วนไทย นักลงทุนต่างชาติและกองทุนรวมยังคงเป็นผู้ซื้อสุทธิ แต่ด้วยปริมาณลดลง 42% เป็น 147 ล้านเหรียญสหรัฐ
บล.โนมูระ โบรกเกอร์ญี่ปุ่น ออกรายงาน Conviction list (Weekly Basis) คงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย โดยคาดแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นพัฒนาอย่างสหรัฐ จาก
ประการแรก การแข็งค่าของค่าเงินหยวน
ประการที่สอง ยังคงมองว่าเหรียญสหรัฐอ่อนค่า จากการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของเฟด
ประการที่สาม ตัวเลขเศรษฐกิจเอเชียสัปดาห์นี้ไม่น่าจะมีประเด็นลบ และแนะนำซื้อหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และธนาคารฮ่องกง ซึ่งเป็นตัวแทนของสภาพคล่อง และคงหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ในพอร์ต Conviction List เพราะคาดว่าหุ้นไทยที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินหยวน แนะนำเก็งกำไรหุ้นบริษัท ฮานาไมโครอิเล็คโทรนิคส์ (HANA) บริษัท บ้านปู (BANPU) และกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่น่าสนใจรอบนี้บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) และบริษัท อาร์ซีแอล (RCL)
เนื่องจากการไหลเข้าของทุนเหล่านี้ทำให้นักวิเคราะห์ บล.พัฒนสิน คาดว่าดัชนีหุ้นไทยอาจเลยไปถึง 920 จุด หรือจนกว่าสัญญาณการแข็งค่าของค่าเงินเอเชียจะสิ้นสุดลง (จับตาจุดเปลี่ยนจบรอบ ข่าวธนาคารกลางในภูมิภาคแทรกแซงค่าเงินไม่ให้แข็งค่าเกินไป)
ดังนั้น ถ้าอ้างอิงจากการแข็งค่าของค่าเงินในภูมิภาครอบก่อนหน้า จากเยนแครีเทรด ปลายเดือน ธ.ค. และการเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยพบว่าปรับสูงขึ้นประมาณ 7% และเป้าหมายที่อาจจะเกิดขึ้นรอบนี้ คาดว่าจะเป็นบริเวณ 920 จุด (จากข่าวแทรกแซงค่าเงินเยน และอัตราแลกเปลี่ยนภูมิภาคแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยรอบใหม่ เริ่มต้นที่บริเวณ 860870 จุด)
ขณะที่ตลาดคาดว่าจนถึงปี 2554 ดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับเพิ่มอีก 2.5% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่จะกดดันให้ค่าเงินบาทอาจแข็งค่าทะลุ 30 บาทได้
“
ตระกูลจิตร จิตตไสยะพันธ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ธนชาต เชื่อว่าจนถึงปี 2554 ธปท.คงคุมดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ไม่เกิน 2.5% เพื่อให้สมดุลกับค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนเสียศักยภาพในการแข่งขัน และปีนี้คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะไม่เกิน 2% ส่งผลให้ตราสารหนี้ต่างประเทศให้ผลตอบแทนดีกว่าตราสารหนี้ไทย แต่มีความเสี่ยงเรื่องค่าเงินที่ต้องบริหารความเสี่ยงขณะที่ปีนี้ กนง.เหลือการประชุมอีกสามครั้ง ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยทุกครั้ง การประชุม กนง. วันที่ 25 ส.ค.นี้ มีการคาดหมายว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตรประเภท 1 วัน (RP 1 วัน) อีก 0.25% เป็น 1.75%
สำหรับผลการประชุมวันนี้ ตลาดหุ้นคงต้องติดตามว่าจะมีพลิกผันหรือไม่...







