
แนะไทยเชื่อมเวียดนาม
ไทยถูกเกาหลี สิงคโปร์ แซงลงทุนในซีแอลเอ็มวี กระตุ้นลงทุนเวียดนามเชื่อมโยงการผลิต
ไทยถูกเกาหลี สิงคโปร์ แซงลงทุนในซีแอลเอ็มวี กระตุ้นลงทุนเวียดนามเชื่อมโยงการผลิต
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จัดทำดัชนีบทบาททางเศรษฐกิจใน CLMV (KR CLMV Economic Presence Index : CLMV-EPI) ระบุว่า จีนยังคงมีบทบาททางเศรษฐกิจโดยรวมเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ขณะที่ไทยมีบทบาทลดลงจากอันดับ 2 ในไตรมาสแรกของปี 2553 มาอยู่ในอันดับ 3 ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้
ทั้งนี้ หากพิจารณาลงไปในดัชนีย่อย จะเห็นว่าบทบาทการลงทุนของไทยในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีลดลงไปอยู่รั้งท้ายประเทศอื่นๆ ในอันดับ 6 ช่วงไตรมาส 2 ปี 2559 จากอันดับ 3 ในไตรมาส 1/2553 ในขณะที่บทบาทการค้าและการท่องเที่ยวของไทยก็ลดลงไปอย่างละหนึ่งอันดับเช่นเดียวกัน โดยปรับลดจากอันดับ 2 และ 1 ในไตรมาส แรกของปี 2553 มาเป็นอันดับ 3 และ 2 ในไตรมาส 2 ของปี 2559 ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม บทบาททางเศรษฐกิจไทยในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีที่ปรับตัวลดลง เป็นผลจากบทบาทการลงทุนของไทย (CLMV EPI : Investment Index) ได้ถูกแซงหน้าโดยจีน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ญี่ปุ่นและมาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของทุนและเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทการลงทุนในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวียดนาม อันเป็นฐานการลงทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เมื่อเทียบกับกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา
ขณะที่นักลงทุนไทยแม้จะมีการเข้าไปลงทุนในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีมานานแล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในสาขาพลังงาน ในขณะที่ภาคการผลิตยังมีไม่มากนัก จึงเป็นผลให้บทบาทการลงทุนของไทยตกมาอยู่ในอันดับรั้งท้าย ในขณะที่ จีน เกาหลีใต้และสิงคโปร์ กลายเป็นผู้ลงทุนอันดับต้นๆ แทน
“การเพิ่มบทบาทของไทย ผ่านการเข้าไปลงทุนในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มบทบาททางเศรษฐกิจโดยรวมของไทยในกลุ่มประเทศดังกล่าวอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน การเข้าไปลงทุนในเวียดนามนี้ ยังเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเข้าไปเชื่อมห่วงโซ่การผลิตที่กำลังเติบโต จากการบังคับใช้ข้อตกลงทางการค้าเสรีที่เวียดนามได้ลงนามกับนานาประเทศ” ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ
นอกจากนี้ บทบาทการลงทุนไทยในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีที่ลดลง โดยเปรียบเทียบยังมีนัยเชื่อมโยงไปถึงบทบาทการค้าของไทยอีกด้วย กล่าวคือ สินค้าส่งออกของไทยไปยังกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าจำพวกเครื่องอุปโภคบริโภค ตลอดจนสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มต่ำและมีความผันผวนทางด้านราคาค่อนข้างสูง อีกยังไม่มีความเชื่อมโยงกับฐานการผลิตเพื่อการส่งออกในกลุ่มประเทศดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวียดนาม จึงทำให้สินค้าไทยไม่สามารถเข้าไปเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตเพื่อการส่งออกในเวียดนาม ภายใต้สิทธิพิเศษ GSP รวมไปถึงสิทธิพิเศษทางภาษีอื่นๆ อันเป็นผลให้การเติบโตของมูลค่าการส่งออกไทยไปเวียดนามนี้อยู่ในระดับที่จำกัด เมื่อเทียบกับจีน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นทั้งนักลงทุนหลักและเป็นผู้ส่งออกสินค้าขั้นต้นน้ำและกลางน้ำ เช่น ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงผ้าผืน เข้ามาป้อนให้กับฐานการผลิตเวียดนาม







