
ซื้อ LTF กันหรือยัง
โดย...วีระพล บดีรัฐ
โดย...วีระพล บดีรัฐ
ปลายปีของทุกปี หนีไม่พ้นคำถามเรื่องการซื้อกองทุนประหยัดภาษี โดยเฉพาะ LTF
ซื้อกองทุนไหนดี ซื้อเท่าไหร่ดี หรือซื้อ LTF หรือ RMF หรือ ซื้อประกันดีกว่ากัน
ไม่ว่าคำถามจะเป็นเช่นไร ทุกคนควรเข้าใจก่อนในเบื้องต้นคือ การลงทุนในกองทุน LTF หรือกองทุนรวมหุ้นระยะยาวนั้น ผู้ลงทุนกำลังลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงในระดับสูง เรียกว่าต้องยอมรับความเสี่ยงได้ในระดับเดียวกับการซื้อกองทุนรวมหุ้นกันเลยทีเดียว
ข้อสังเกตที่ผมพบจากผู้ลงทุนที่มาปรึกษา รวมถึงมาเข้ารับการอบรมที่ K-Expert Center มีคนจำนวนไม่น้อยที่ลงทุนผ่านกองทุน LTF โดยไม่รู้ว่าได้ลงทุนในกองทุนที่นำเงินของตนไปลงทุนในหุ้น ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะคนส่วนใหญ่กำลังจดจ่อกับความพยายามประหยัดภาษี การทำความเข้าใจกองทุนจึงน้อยไปหน่อย แต่ที่สำคัญคือ ความไม่เข้าใจว่ากองทุน LTF นั้นลงทุนในหุ้น หากเกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นก็มีโอกาสที่จะทำให้ผู้ลงทุนนั้นเป็นทุกข์ อันเกิดจากลงทุนไปเกินกว่าระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ก็เป็นได้
เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ตามที่ควรจะเป็น ผมจึงขอคัด 7 ข้อเตือนใจ ก่อนชวนลงทุนใน LTF ดังนี้
1.เสี่ยงเสมือนลงทุนในหุ้น ถ้ารับความเสี่ยงด้านราคาของตลาดหุ้นไม่ได้ ต่อให้อยากประหยัดภาษีแค่ไหนก็ไม่ควรลงทุน และ LTF แต่ละกองก็มิได้มีความเสี่ยงเท่ากัน กองทุนลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก จะมีความเสี่ยงมากกว่ากองทุนที่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ หรือกองทุนที่เป็น Index Fund หรือกองทุนดัชนี ก็จะมีความเสี่ยงต่ำกว่ากองทุนที่ใช้นโยบายบริหารกองทุนแบบ Active
2.มีเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาการลงทุน (กรณีซื้อตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป) ผู้ลงทุนต้องถือไปอย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน วิธีนับคือ นับปีที่ซื้อเป็นปีที่ 1 และขายได้ ณ ปีที่ 7 ส่วนเมื่อถึงกำหนดขายได้โชคร้ายหุ้นตก ก็ไม่มีใครบังคับให้ขายออกจะถือรอไปอีกหน่อยก็ไม่มีใครว่า
3.ไม่ใช่ทุกกองทุน LTF จะจ่ายปันผล ต้องอ่านข้อมูลใน Fund Fact Sheet ให้ดีๆ ว่ากองที่กำลังจะซื้อนั้นจ่ายปันผลหรือไม่ ถ้าไม่ต้องการปันผลก็เลือกกองที่ไม่จ่ายปันผล ถ้าต้องการก็เลือกให้ถูกต้อง กองที่จ่ายปันผลหรือไม่จ่ายปันผลไม่ได้หมายความว่าเป็นกองที่ดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับผู้ลงทุนว่าต้องการเงินปันผลหรือไม่ต่างหาก
4.LTF ไม่เหมือน RMF เงื่อนไขหลายอย่างไม่เหมือนกัน อย่าสับสน เช่น LTF ลงในหุ้น มีความเสี่ยงแบบหุ้น กองทุน RMF ลงทุนได้ตั้งแต่ตราสารทางการเงินความเสี่ยงต่ำมากๆ ใกล้เคียงเงินฝาก ไปจนถึงความเสี่ยงสูงมากๆ เช่น ทองคำ จะลงทุนในอะไรให้ดูข้อมูลดีๆ และ RMF มีเงื่อนไขเรื่องอายุผู้ลงทุน ณ ขณะที่ขาย และระยะเวลาที่ต้องลงทุนต่อเนื่อง ข้อนี้ LTF ไม่มี ห้ามจำสลับกัน ถ้าไม่มั่นใจก็สอบถามผู้ขายหรือถามผู้รู้
5.เงินลงทุน LTF นำมาลดหย่อนภาษีได้ คือ ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินทั้งหมด และต้องไม่เกิน 5 แสนบาท นั่นคือ มีเงินได้ 10 ล้านบาท 15% เท่ากับ 1.5 ล้านบาท ก็นำมาลดหย่อนภาษีได้แค่ 5 แสนบาท ดังนั้น ไม่ต้องซื้อเกินสิทธิ ถ้าอยากลงทุนมากให้นำส่วนเกินไปซื้อกองทุนรวมหุ้นธรรมดาดีกว่า ไม่ต้องติดเงื่อนไข 7 ปี
6.LTF คือ กองทุนรวมเพื่อให้สิทธิผู้ลงทุนนำไปลดหย่อนภาษี ถ้าไม่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี ก็ไม่ต้องไปซื้อ ไปลงทุนกองทุนรวมหุ้นธรรมดา ดีกว่า
7.ถ้าฐานภาษีต่ำ ต้องชั่งใจดีๆ ว่าการลงทุนนี้จะคุ้มเสี่ยงไหม เนื่องจากกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น สามารถขาดทุนได้ 35% (ซึ่งเป็นอัตราฐานภาษีสูงสุดที่ผู้ลงทุนจะประหยัดได้) หรือเกินกว่านี้ ดังนั้น ผู้ลงทุนที่มีฐานภาษี 5-10% ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีๆ ว่า การได้ผลประโยชน์ทางภาษีเพียง 5-10% จะคุ้มความเสี่ยงที่อาจขาดทุนได้มากกว่าที่ได้ประโยชน์ทางภาษีไหม ถ้าเข้าใจข้อนี้แล้วคิดว่าคุ้มก็ลงทุนได้เลย
นี่เป็นเพียงข้อเตือนใจที่ผมมักใช้ในการพูดคุยหรือยกขึ้นมาเป็นประเด็นสนทนาเกี่ยวกับการลงทุนใน LTF กับผู้ที่ขอความเห็นและซักถามเมื่อยามจะตัดสินใจเริ่มต้นลงทุนในกองทุนรวมเพื่อประหยัดภาษีนี้ ซึ่งในความเป็นจริง ผู้ที่ลงทุนอยู่แล้ว ยังมีปัญหาหลังจากลงทุนไปแล้วได้อีกมากมาย ทั้งปัญหาเรื่องการขาย ปัญหาลงทุนแล้วไม่ได้ใช้สิทธิ ปัญหาทำผิดเงื่อนไขแล้วต้องทำอย่างไร ฯลฯ หากท่านยังมีข้อสงสัย สอบถามมาได้ที่ e-mail: [email protected] หรือเข้ามาปรึกษากับที่ปรึกษาของเราได้ฟรีที่ K-Expert Center จามจุรีแสควร์ชั้น 2







