
แอลจีทุ่มหวังไทยฮับอาเซียน
ลง300ล.เพิ่มผลิตเครื่องซักผ้าหวังผู้นำเครื่องไฟฟ้าครัวเรือน
โพสต์ทูเดย์
— “แอลจี” เพิ่มลงทุนในไทย 300 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิตเครื่องซักผ้าฝาหน้า ยึดไทยฮับขนส่งสินค้าบุกหนักตลาดอาเซียน ย้ำเจ้าตลาดอันดับ 1กวาดแชร์30%.ในไทยนายโจซังคิน รองประธานบริหารอาวุโส ผลิตภัณฑ์เครื่องซักผ้า บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ เจ้าของสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและไอที แบรนด์
“แอลจี” เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทลงทุนใหม่กว่า 300 ล้านบาท สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าหมวดครัวเรือน (เอชเอ) เพื่อขยายกำลังการผลิตเครื่องซักผ้าฝาหน้าเพิ่มอีก 6 แสนยูนิต ที่โรงงาน จ.ระยอง จากปัจจุบันโรงงานดังกล่าวมีกำลังการผลิตเครื่องซักผ้าอยู่ที่ 3 ล้านยูนิต แบ่งสัดส่วนเป็น 80% ทำตลาดส่งออก และ 20% ทำตลาดในประเทศสำหรับกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นอีก 6 แสนยูนิต แบ่งเป็น 90% เพื่อส่งออกไปยังตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เป็นหลัก จากสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนและภาษีส่งออกสินค้าสำเร็จรูปอัตรา 0% ไปยังประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งเป็นการลดต้นทุนในการบริหารจัดการด้านการขนส่งและกระจายสินค้าที่จะใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปยังตลาดในอาเซียนและแอฟริกาใต้ด้วย
นายเฮียน วู (ฮาเวิร์ด) ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวทางการทำตลาดในครึ่งปีหลังจะให้ความสำคัญกับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าครัวเรือน (เอชเอ) 4 หมวดหลัก คือ เครื่องซักผ้า เครื่องดูดฝุ่น ตู้เย็น และเตาอบไมโครเวฟ ซึ่งเป็นสินค้ายุทธศาสตร์สำคัญของแอลจี พร้อมใช้งบกว่า 300 ล้านบาท ทำตลาดสินค้าคอลเลกชันใหม่ภายใต้แคมเปญ
“เฮลท์พลัส” พร้อมสโลแกนใหม่ คือ “อัพเกรด ยัวร์ ไลฟ์ อิท เอฟรี เวย์” ยกระดับในทุกมุมของชีวิตด้านกิจกรรมการตลาดครึ่งปีหลังจะเน้นโรดโชว์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ เครื่องซักผ้าฝาบน ระบบอินเวอร์เตอร์ ไดเร็ค ไดรฟ์ ตู้เย็นรุ่น 2 ประตู ระบบกรีน พลาสมา เตาอบไมโครเวฟ รุ่นโซลาร์โดม และเครื่องดูดฝุ่นแบบหัวดูด ไปยังสถานที่ที่มีกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ โดยคาดว่าสินค้ากลุ่มดังกล่าวจะมียอดขายเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ซึ่งเป็นแนวโน้มเดียวกับตลาดเอชเอรวมในประเทศไทยที่มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น
ปัจจุบันแอลจีครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 สินค้ากลุ่มเครื่องซักผ้าเฉลี่ยกว่า 30% จากมูลค่าตลาดรวมเชิงปริมาณเครื่องซักผ้า 1.2 ล้านยูนิต ซึ่งตลาดประเทศไทยมีอัตราการครอบครองสินค้าเครื่องซักผ้าเพียง 30% และมีโอกาสเติบโตอีกมาก คาดว่าใน 35 ปีข้างหน้ามีอัตราการครอบครองเพิ่มเป็น 50% จากการทำตลาดเชิงรุกของบริษัทวางเป้าภาย
ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายกลุ่มสินค้าเอชเอจะมียอดขายอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากปีที่ผ่านมา และขึ้นเป็น 1 ใน 3 ของผู้นำตลาดในประเทศไทยในปีนี้ และจะเป็นผู้นำตลาดอันดับ 1 ของโลกได้ภายในปี 2555 ตามเป้าหมายที่วางไว้







