
รื้อภาษีเงินได้ขายอสังหาฯ
ครม.ไฟเขียวคลังแก้กฎหมายภาษี บังคับให้ใช้ราคาซื้อขายอสังหาฯ ตามจริงคำนวณภาษีเงินได้
ครม.ไฟเขียวคลังแก้กฎหมายภาษี บังคับให้ใช้ราคาซื้อขายอสังหาฯ ตามจริงคำนวณภาษีเงินได้
นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ต.ค.ได้เห็นชอบ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ส่วนของการกำหนดฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในการโอนกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งตามร่างกฎหมายใหม่นี้ จะกำหนดให้ใช้ราคาที่ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ตามความเป็นจริง หรือตามราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดิน แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า มาเป็นฐานคำนวณภาษีเงินได้จากการโอนอสังหาริมทรัพย์
"เดิมการเก็บภาษีดังกล่าวได้กำหนดแค่การใช้ราคาประเมินเพียงอย่างเดียวเป็นฐานในการคำนวณภาษี จึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากราคาที่ซื้อขายกันจริงจะสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินมาก" นายกอบศักดิ์ กล่าว
นอกจากนี้ การเก็บภาษีรูปแบบเดิมจะมีปัญหาเรื่องการคำนวณภาษีเงินได้กรณีการขายอสังหาฯ ที่มีต้นทุนสูงกว่าราคาประเมิน ซึ่งในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ผู้ขายสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามมูลค่าที่ซื้ออสังหาฯ เอาไว้ จึงทำให้ผู้ขายไม่ต้องจ่ายภาษี จากการขายอสังหาฯ ดังกล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังระบุว่า การจัดเก็บภาษีรูปแบบดังกล่าวจะช่วยให้การจัดเก็บภาษีอากรมีประสิทธิภาพ มีการจัดเก็บตามราคาที่แท้จริงจากการขายอสังหาฯ และสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในการซื้อขายอสังหาฯ และทำให้ฐานในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสอดคล้องกับฐานในการคำนวณการจัดเก็บภาษี กรณีรายได้ หรือรายรับจากการขายอสังหาฯ ซึ่งจัดเก็บตามราคาที่ซื้อขายกันตามจริง
ด้านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะทำให้การจัดเก็บภาษีอสังหาฯ สอดคล้องกับการเก็บภาษีประเภทอื่น โดยปัจจุบันการจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม การคำนวณเงินค่าธรรมเนียม ภาษีเงินได้จากการขายอสังหาฯ และภาษีธุรกิจเฉพาะ กรมที่ดินได้ใช้ราคาประเมินเป็นฐานคำนวณ โดยใช้ราคาประเมิน ปี 2559-2562 ที่จัดทำโดยกรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นการประเมินรายพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ดำเนินการประเมินราคาที่ดินเป็นรายแปลง คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี 2560 เพื่อบังคับใช้พร้อมร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ล่าสุดยังอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา







