
การอ่อนค่าของเงินบาท
สัปดาห์ที่ผ่านมา SET Index ปรับฐานลงรุนแรง ซึ่งแรงกดดันหลักๆ มาจากการอ่อนค่าของเงินบาท
โดย...บล.กสิกรไทย
สัปดาห์ที่ผ่านมา SET Index ปรับฐานลงรุนแรง ซึ่งแรงกดดันหลักๆ มาจากการอ่อนค่าของเงินบาท
ค่าเงินบาทไทยอ่อนต่อเนื่อง 8 วันทำการ ติดต่อกัน 3.13% ล่าสุดมาอยู่ที่ 35.7 บาท/เหรียญสหรัฐ มองสาเหตุการอ่อนค่าของเงินบาท ปัจจัยหลักมาจากการแข็งค่าแบบต่อเนื่องของค่าเงินเหรียญสหรัฐ (Dollar Index แข็งค่า 8 วัน ติดต่อกันกว่า 2.67%) ซึ่งเป็นผลจากการที่ตลาดให้น้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก่อนสิ้นปีสูงมากขึ้น
ล่าสุด Fed Minute หรือรายงานการประชุมเฟดกรรมการที่มีสิทธิลงคะแนนหลายคนก็ชี้ชัดว่า การคงดอกเบี้ยในระดับต่ำเป็นระยะเวลานานจะส่งผลเสียหายต่อสหรัฐ ทั้งนี้ต้องจับตาการกล่าวสุนทรพจน์ เจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ในการประชุมเศรษฐกิจครั้งที่ 60 ของเฟดสาขาบอสตัน ในวันศุกร์ที่ 14 ต.ค.
สิ่งที่น่าสนใจ คือ Net Long none-commercial position ใน US Commodity futures trading commission ยังอยู่ในระดับที่เกือบต่ำที่สุดในรอบ 2 ปี ที่ 1.2 หมื่นสัญญา (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ต.ค. 2559) สถานะ Net Long ที่ค่อนข้างน้อย เมื่อตลาดกลับมากังวลเรื่องดอกเบี้ย จึงทำให้มีเงินโถมเข้าเก็งกำไรค่าเงินอย่างรุนแรง
นอกจากการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐจะเป็นปัจจัยกดดันหลักแล้ว ความกังวลต่อความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุวินาศกรรมในประเทศ หลังจากที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติประกาศเตือนว่ากำลังมีการเตรียมการทำคาร์บอมบ์ 3 จุด ในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 25-30 ต.ค. 2559 เป็นปัจจัยที่กระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุนอย่างสูง
นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิหนักในตราสารหนี้ 3 วันติดต่อกัน รวม 2.38 หมื่นล้านบาท เป็นการขายตราสารระยะสั้นต่ำกว่า 1 ปี กว่า 2 หมื่นล้านบาท สะท้อนการขายทำกำไรเงินบาทได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ปัจจุบันค่าเงินได้ขึ้นมาอยู่ใกล้ทุนเฉลี่ยของต่างชาติที่ 35.7 บาท/เหรียญสหรัฐ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าจะเห็นการขายเงินบาทออกได้อีก
ในทางสถิติค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้ามกับ SET Index ด้วยค่า Correlation ติดลบถึง 0.94 เมื่อทำการคำนวณด้วยสมการถดถอย หากค่าเงินบาทขึ้นไปทดสอบที่ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ SET Index จะอยู่ที่ระดับประมาณ 1,368 จุด และ 36.5 บาท/เหรียญสหรัฐ SET จะอยู่ที่ระดับ 1,351 จุด ทั้งนี้การอ่อนค่าของเงินบาทจะสามารถแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์กับเสียประโยชน์ได้ดังนี้
กลุ่มที่ได้ประโยชน์ กลุ่มส่งออก เช่น ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (SVI DELTA HANA CCET KCE) ส่งออกอาหารและเครื่องดื่ม (TU CPF SAPPE) กลุ่มรับเหมาฯ ที่เน้นรับงานต่างประเทศ (TTCL BJCHI SRICHA STPI) กลุ่มวัสดุก่อสร้างที่มีรายได้เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ (SCC) กลุ่มเดินเรือ (RCL TTA PSL)
กลุ่มที่เสียประโยชน์ กลุ่มสายการบิน (THAI AAV NOK BA) กลุ่มเหล็ก (ยกเว้น MCS) กลุ่มวางระบบสื่อสาร (SAMTEL SIM AIT) กลุ่มรับเหมาฯ ที่มีเงินลงทุนในต่างประเทศ (ITD) กลุ่มที่มีหนี้สินต่างประเทศสูง (TPIPL)
KCE มีความอ่อนไหวต่อค่าเงินมากที่สุด เนื่องจากโรงงานผลิตของบริษัทมีต้นทุนเป็นสกุลเงินบาทด้วยสัดส่วนเกิน 50% สำหรับรายได้เกือบ 100% จะอยู่ในสกุลเหรียญสหรัฐ ขณะที่มีสัดส่วนต้นทุน 50% KCE จึงมีการป้องกันความเสี่ยงโดยธรรมชาติที่น้อยที่สุดเทียบกับบริษัทอื่นๆ ซึ่ง DELTA HANA และ SVI จะมีการนำเข้าวัตถุดิบการผลิตเป็นส่วนใหญเป็นสกุลเหรียญสหรัฐ จึงทำให้มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงด้านค่าเงินน้อยกว่าเนื่องจากมีการป้องกันความเสี่ยงตามธรรมชาติสูง
ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาททุกๆ 1 บาท จะมีผลทำให้กำไรสุทธิของ KCE ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 5.69% DELTA 4.14% HANA 4.02% และ SVI 2.03%







