
ใครคือเบอร์หนึ่งอาเซียน
หลังวันที่ 1 ม.ค. 2559 ประเทศอาเซียนได้เข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนสมบูรณ์แบบ ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จึงประเมินว่า หลังวันที่ 1 ม.ค. 2559 ประเทศใดในอาเซียนที่มีการส่งออกได้เพิ่มขึ้นและประเทศใดในอาเซียนที่มีการส่งออกได้ลดลง ขอเริ่มจากในปี 2553 สัดส่วนการส่งออกของประเทศอาเซียนไปตลาดโลกอยู่ที่ 6.7% และในปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็น 7.2% "ตรงนี้สะท้อนอะไร" นั้น จะแสดงให้เห็นคือ 1.อาเซียน 5 ประเทศ ได้ขยายฐานการผลิตไปยังประเทศซีแอลเอ็มวี เพื่อไปเอาสิทธิประโยชน์ด้านภาษีในการส่งออกมากขึ้น เพื่อส่งไปยังตลาดโลก 2.อาเซียน 5 ประเทศ ร่วมมือกันซื้อขายสินค้าที่เป็นวัตถุดิบกันมากขึ้น ภายใต้ภาษีนำเข้าระหว่างกันที่เป็นศูนย์ สามารถตอบสนองความต้องการวัตถุดิบอุตสาหกรรมให้สามารถส่งออกได้มากขึ้น และ 3.กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีมีสัดส่วนการส่งออกในตลาดโลกสูงขึ้น จากการลงทุนทั้งในและนอกอาเซียนเข้าไปตั้งฐานการผลิต
หลังวันที่ 1 ม.ค. 2559 ประเทศอาเซียนได้เข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนสมบูรณ์แบบ ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จึงประเมินว่า หลังวันที่ 1 ม.ค. 2559 ประเทศใดในอาเซียนที่มีการส่งออกได้เพิ่มขึ้นและประเทศใดในอาเซียนที่มีการส่งออกได้ลดลง ขอเริ่มจากในปี 2553 สัดส่วนการส่งออกของประเทศอาเซียนไปตลาดโลกอยู่ที่ 6.7% และในปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็น 7.2% "ตรงนี้สะท้อนอะไร" นั้น จะแสดงให้เห็นคือ 1.อาเซียน 5 ประเทศ ได้ขยายฐานการผลิตไปยังประเทศซีแอลเอ็มวี เพื่อไปเอาสิทธิประโยชน์ด้านภาษีในการส่งออกมากขึ้น เพื่อส่งไปยังตลาดโลก 2.อาเซียน 5 ประเทศ ร่วมมือกันซื้อขายสินค้าที่เป็นวัตถุดิบกันมากขึ้น ภายใต้ภาษีนำเข้าระหว่างกันที่เป็นศูนย์ สามารถตอบสนองความต้องการวัตถุดิบอุตสาหกรรมให้สามารถส่งออกได้มากขึ้น และ 3.กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีมีสัดส่วนการส่งออกในตลาดโลกสูงขึ้น จากการลงทุนทั้งในและนอกอาเซียนเข้าไปตั้งฐานการผลิต
ในปี 2553 มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม รั้งตำแหน่งผู้ส่งออกของอาเซียนไปยังตลาดโลกตามลำดับ แต่ในปี 2558 ไทยขึ้นมาเป็นอันดับ 2 และเวียดนามขึ้นมาเป็นอันดับ 4 ของการส่งออกไปตลาดโลก เป็นที่น่าสังเกตุว่ากลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีมีสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวียดนามจากสัดส่วนในปี 2553 ที่มีเพียง 7.4% เป็น 16% สำหรับตลาดอาเซียนนั้นลำดับของการส่งออกระหว่างปี 2553-2558 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย ตามลำดับ แต่ส่วนแบ่งของทั้ง 4 ประเทศมีสัดส่วนลดลง โดยซีแอลเอ็มวีมีส่วนแบ่งในตลาดอาเซียนเพิ่มสูงขึ้น โดยเวียดนามเพิ่มขึ้นมากสุด
คราวนี้หันมาดูหลังวันที่ 1 ม.ค. 2559 ซึ่งมีข้อมูลเพียง 4 เดือนเท่านั้น ทำการเปรียบเทียบระหว่าง 4 เดือนแรกของปี 2558 กับ 4 เดือนแรกของปี 2559 พบว่า ตำแหน่งการส่งออกของไทยในตลาดอาเซียนแซงหน้าอินโดนีเซียขึ้นไปอยู่อันดับ 3 จากเดิมที่อยู่ลำดับ 4 ผมคิดว่าน่าจะเป็นอานิสงส์จากการค้าชายแดนที่เพิ่มขึ้น เพราะไทยได้เปรียบอีก 4 ประเทศของอาเซียนโดยไทยมีพื้นที่ติดกับประเทศซีแอลเอ็มวี หลังวันที่ 1 ม.ค. 2559 ประเทศที่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นของเสื้อผ้ามาก ได้แก่ กัมพูชาและเวียดนาม ส่วนมาเลเซียที่ยังครองตำแหน่งการส่งออกเสื้อผ้าเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน เพราะอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของมาเลเซียถูกวางตำแหน่งให้เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศมาตั้งแต่ปี 1980
สำหรับการส่งออกรถยนต์ของประเทศอาเซียนในตลาดอาเซียนหลังวันที่ 1 ม.ค. 2559 นั้น “ประเทศไทยยังคงเป็นเบอร์ 1 ของอาเซียน” ตามด้วยอินโดนีเซียและมาเลเซีย การส่งออกรถยนต์ของไทยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 52% ในต้นปี 2558 และเพิ่มเป็นสัดส่วน 60% ในต้นปี 2559 ในขณะที่การส่งออกของมาเลเซียและอินโดนีเซียกลับลดลงในช่วงปี 2554-2558 ที่ผ่านมา ส่วนตลาดรถยนต์และชิ้นส่วนในซีแอลเอ็มวี คือ เวียดนามและลาวถือว่าเป็นตลาดสำคัญในการส่งออกของรถยนต์และชิ้นส่วนของไทย ส่วน"เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นมาเลเซียส่งออกได้มากเป็นอันดับ 1" ตามด้วยสิงคโปร์ เวียดนาม และไทย
สินค้าต่อมา คือ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพารา "ไทยยังคงเป็นหนึ่งของการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์" ในตลาดอาเซียนหลังเปิดเออีซี แต่มูลค่าการส่งออกในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 นั้นมีมูลค่าที่ลดลง (จากสัดส่วน 52% เหลือ 50%) ผู้ส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์อันดับ 2 คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม หลังเปิดเออีซีนั้นอินโดนีเซียและมาเลเซียมีมูลค่าการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น ส่วนประเทศซีแอลเอ็มวี เวียดนามหลังเออีซีสัดส่วนลดลง ขณะที่กัมพูชาและลาวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และสินค้าสุดท้าย คือ ข้าว "เวียดนามครองเบอร์ 1 ข้าวในอาเซียน" ขณะที่ข้าวไทยมีสัดส่วนลดลงจาก 59% เหลือ 47%
ขณะที่คู่แข่งสำคัญเวียดนาม มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 35% เป็น 50%







