
ดันกม.แข่งขันฯเข้าครม.
“พาณิชย์” เสนอ ครม. 11 ต.ค.พิจารณากฎหมายแข่งขันทางการค้าหลังปลดล็อกส่งเงินรายได้จากค่าปรับคืนคลังยุติ
“พาณิชย์” เสนอ ครม. 11 ต.ค.พิจารณากฎหมายแข่งขันทางการค้าหลังปลดล็อกส่งเงินรายได้จากค่าปรับคืนคลังยุติ
น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 ต.ค.นี้ กระทรวงพาณิชย์จะเสนอร่างปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. ... ให้ ครม.พิจารณา ก่อนที่จะนำสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
สำหรับประเด็นการส่งเงินรายได้ให้กับกระทรวงการคลังนั้น ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า เงินรายได้จากค่าปรับทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการภายใต้ร่างกฎหมายฉบับใหม่จะส่งคืนให้กระทรวงการคลัง เว้นค่าที่ปรึกษาจะเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของสำนักงานแข่งขันทางการค้า ส่วนเงินที่ใช้ดำเนินการภายในสำนักงานส่วนใหญ่ยังคงต้องของบประมาณกลางเข้ามาดำเนินการและบริการจัดการในองค์กร
“ก่อนหน้านี้ร่างกฎหมายฯ ผ่าน ครม.และส่งให้กฤษฎีกาตรวจรายละเอียดอีกครั้ง ก็ได้ส่งเรื่องยืนยันมายังกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งไม่มีข้อขัดข้อง ดังนั้นจึงเตรียมร่างกฎหมายเสนอ ครม.และนำเข้าสู่ สนช.ต่อไป” น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงแก้ไขร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า จะทำให้มีองค์กรกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าที่มีความคล่องตัวและเป็นอิสระ มั่นใจว่าร่างกฎหมายจะช่วยส่งเสริมการประกอบธุรกิจมีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม เสมอภาคเท่าเทียมกันครอบคลุมในทุกประเภทธุรกิจ เสริมสร้างบรรยากาศการค้าการลงทุนและความมั่นใจให้กับผู้ประกอบธุรกิจทั้งในประเทศและนักลงทุนจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังช่วยลดปัญหาข้อเรียกร้องจากต่างประเทศ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลและป้องกันการกระทำอันเป็นการผูกขาด ลด หรือจำกัดการแข่งขันให้ครอบคลุมการประกอบธุรกิจตามแนวทางปฏิบัติที่เป็นสากล สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจกลไกตลาด
สำหรับสาระสำคัญร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าที่ได้แก้ไขนั้น เช่น ให้นำรัฐวิสาหกิจเข้ามาอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ แต่ให้มีข้อยกเว้นว่า การกระทำของรัฐวิสาหกิจที่ทำเพื่อความจำเป็นต่อการทำงานของรัฐบาล และประเทศ และเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ และกำหนดให้คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าเป็นองค์กรอิสระโดยแต่งตั้งคณะกรรมการคัดสรร เพื่อสรรหาตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการแต่งตั้ง ทำให้ไม่สามารถปลอดจากการแทรกแซงจากการเมือง และอิทธิพลของภาคเอกชนรายใหญ่ได้ เป็นต้น







