posttoday
แหล่งบงกชชี้อนาคตปตท.สผ.

แหล่งบงกชชี้อนาคตปตท.สผ.

10 ตุลาคม 2559

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

เมื่อวันที่ 30 ก.ย.-วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมแท่นผลิตก๊าซธรรมชาติบงกชใต้ อ่าวไทย จ.สงขลา กับบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP)

PTTEP เป็นผู้ดำเนินโครงการบงกช ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทย ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ปิโตรเลียมนวมินทร์ที่เป็นนามพระราชทานจากในหลวง รัชกาลที่ 9 ประกอบด้วย แหล่งก๊าซธรรมชาติใหญ่ 2 แหล่ง คือ แหล่งบงกชเหนือและแหล่งบงกชใต้ที่ PTTEP เป็นผู้ดำเนินการเช่นกัน

โครงการบงกชสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้วันละ 900 ล้านลูกบาศก์ฟุต หรือ 20% ของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศ 30% ของปริมาณก๊าซทั้งหมดที่ผลิตภายในประเทศ และคิดเป็น 25% ของกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (อีบิตดา) ของ PTTEP

ท่ามกลางธุรกิจสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติที่ยังไม่เห็นขาขึ้นชัดเจน กับความเสี่ยงในระยะยาวจากการที่แหล่งบงกชกำลังจะหมดสัมปทานใน 5-6 ปีข้างหน้า อนาคตในระยะยาวของบริษัทแห่งนี้ จึงขึ้นอยู่กับสัมปทานแหล่งบงกชเป็นสำคัญ

“บริษัทพร้อมจะเข้าประมูลด้วยกฎเกณฑ์ใดๆ ที่ภาครัฐกำหนด แต่การประมูลควรแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปีหน้า เพื่อที่จะวางแผนต่อเนื่องได้เพราะยิ่งล่าช้าจะยิ่งกระทบต่อการวางแผนการผลิต” สมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTTEP กล่าว

สำหรับแผน 5 ปีข้างหน้า (2560-2564) จะตั้งงบลงทุนไว้ประมาณ 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6 หมื่นล้านบาท เพื่อรักษาระดับกำลังการผลิตในปี 2560 ให้อยู่ที่ 3.23 แสนบาร์เรล/วัน เท่าปีนี้

สมพร กล่าวว่า ราคาน้ำมันเฉลี่ยปีนี้คาดว่าจะต่ำกว่าปีก่อนที่บริษัทต้องบริหารต้นทุนต่อหน่วยให้ลดลง โดยตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบันลดลงได้ 20% แล้ว จาก 43 เหรียญสหรัฐ ปี 2557 เหลือ 38 เหรียญสหรัฐ ปี 2558 และครึ่งแรกปี 2559 เหลือ 29-30 เหรียญสหรัฐ/หน่วย โดยคาดว่าทั้งปีจะอยู่ที่ 31-32 เหรียญสหรัฐ

PTTEP ปี 2558 มีผลขาดทุนสุทธิ 3.1 หมื่นล้านบาท จากราคาน้ำมันที่ลดลง ปีนี้ครึ่งแรกพลิกมีกำไร 8,286 ล้านบาท แต่ทั้งปีจะสามารถทำกำไรได้หรือไม่ ภายใต้ต้นทุนต่อหน่วยที่
ลดลง จะพยุงให้กลับมาเป็นบวกทั้งปีได้ไหม

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) คาดว่ากำไรจากธุรกิจปกติในครึ่งหลังปีนี้ของ PTTEP จะลดลงจากครึ่งปีแรก เนื่องมาจากปริมาณยอดขายที่ลดลง ราคาขายเฉลี่ยลดลง และต้นทุนต่อหน่วยที่สูงขึ้น โดยบริษัทมีแผนจะซ่อมบำรุงโครงการอาทิตย์ มอนทารา และเวียดนามในไตรมาส 3 ปีนี้ และโครงการ MTJD ในไตรมาส 4 ที่จะทำให้ยอดขายลดลง

นอกจากนี้ บริษัทจะต้องลดราคาขายก๊าซที่แหล่งก๊าซของบริษัทลงในเดือน ต.ค. 2559 จึงคาดว่ากำไรในครึ่งปีหลังจะลดลงจากครึ่งปีแรก และต้นทุนต่อหน่วยจะเพิ่มขึ้นจากค่าเสื่อมราคาและต้นทุนดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามทั้งปีคาดว่าบริษัทจะมีกำไร 1.1 หมื่นล้านบาท

โครงการบงกชตั้งในอ่าวไทยห่างจากชายฝั่ง จ.สงขลา ประมาณ 203 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 3,824 ตารางกิโลเมตร โดยสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุประกอบด้วย แปลงสำรวจ บี15 สัมปทานเลขที่ 5/2515/19 ซึ่งจะหมดอายุสัมปทานปี 2565 และแปลงสำรวจ บี16 และ บี17 สัมปทานเลขที่ 3/2515/7 ซึ่งจะหมดอายุสัมปทานปี 2566 โดยผู้ร่วมลงทุนประกอบด้วย PTTEP ถือหุ้น 44.4445% บริษัท โททาลอีแอนด์พี ไทยแลนด์ ถือหุ้น 33.3333% และบริษัท บีจี เอเชีย แปซิฟิก พีทีอี ถือหุ้น 22.2222%

PTTEP เริ่มดำเนินการในสัมปทานโครงการบงกชเหนือตั้งแต่ปี 2533 และบงกชใต้ปี 2545 และเริ่มดำเนินโครงการอาทิตย์ปี 2541-2552

สมพร กล่าวว่า โครงการบงกชใต้เริ่มเมื่อ 5 ปี ก่อนจากการรับส่งงานจากบริษัท โททาลฯ ตามสัญญาพัฒนาและส่งมอบคืนให้บริษัทภายใน 8 ปี หลังดำเนินการ หรือ 5 ปีหลังเริ่มผลิต โดยโครงการนี้ใช้แท่นขุดเจาะถึง 14 แท่น และต้องสั่งเพิ่มอีกทำให้ต้นทุนสูงมากเทียบกับแหล่งยาดานาที่เมียนมา ที่ใช้เพียง 3 แท่นผลิตก๊าซได้กำลังการผลิตก๊าซพันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หากแหล่งบงกชใต้จะผลิตก๊าซได้เท่าแหล่งที่เมียนมาต้องใช้แท่นขุดเจาะถึง 45 แท่น เนื่องจากสภาพแหล่งก๊าซที่มีความอุดมสมบูรณ์น้อยกว่า

“หากผู้ประกอบการรายใหม่ชนะการประมูลโครงการนี้ในอนาคต จะมีความเสี่ยงเพราะแหล่งบงกชต้องใช้ต้นทุนในการดำเนินการสูง”

เคจีไอเชื่อว่ากำไรจากธุรกิจหลักของ PTTEP จะเริ่มโตตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป จากราคาน้ำมันดิบที่คาดว่าจะทยอยขยับขึ้น แต่มีความเสี่ยงระยะยาวจากสำรอง ซึ่งเหลือเพียง 5 ปี และจะปรับมุมมองเป็นบวกมากขึ้น ถ้าบริษัทประมูลได้ 1 ใน 2 โครงการใหญ่ที่สัมปทานจะหมดอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการบงกชที่คาดว่าจะรู้ผลประมูลเดือน ก.ย. 2560 โดยหากชนะประมูลมูลค่าจะเพิ่มอีกหุ้นละ 13 บาท และเพิ่มอีก 1.30 บาท หากมีการเพิ่มสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบทุก 1 เหรียญ/บาร์เรล

สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันธนาคารโกลด์แมน แซคส์ คาดว่าราคาน้ำมันเวสต์เทกซัส (WTI) จะอยู่ที่ระดับ 43 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในช่วงสิ้นปีนี้ และ 53 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2560 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางธนาคารได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์ในช่วงสิ้นปีนี้จากระดับ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท