ล้างบางทัวร์ศูนย์เหรียญ หวั่นติดหล่มนักท่องเที่ยววูบ
ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญจะจบสิ้นไปจากประเทศไทยหรือไม่ หรือเป็นเพียงการสนองนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันเท่านั้น
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
ช่วงเวลา 1-2 เดือนที่ผ่านมา ทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทุบโต๊ะสั่งกวาดล้างทัวร์ศูนย์เหรียญ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตลาดจีน จนมีการชะลอตัวการเดินทางมายังประเทศไทย โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินว่าระหว่างเดือน ก.ย.-ธ.ค.นี้ นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 20% ส่งผลให้ตลอดทั้งปีนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยประมาณ 9.35 ล้านคน ลดลง 8% เมื่อเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 10.13 ล้านคน แม้ว่าจะลดลงกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ในปีนี้ แต่ภาพรวมตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนยังเติบโตถึง 17% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา คนจีนมาไทย 7.8 ล้านคน
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าปฏิบัติการหักดิบยอมเจ็บตัวของรัฐบาล หลายฝ่ายเห็นด้วยในการกวาดล้างเพื่อยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยพร้อมการเติบโตอย่างยั่งยืน ประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์จากการจัดเก็บภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ในขณะที่มองมุมกลับผู้ประกอบการการท่องเที่ยวต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า วิธีดำเนินการของรัฐที่ไม่มีการวางแผนรับมือไว้ล่วงหน้า สร้างความเดือดร้อนและการบริหารจัดการด้านการบริการ เช่น รถเช่า มัคคุเทศก์ (ไกด์) ตามมา และไม่สามารถประเมินได้ว่าผลกระทบนี้จะใช้เวลานานแค่ไหน
นอกจากนี้ ยังมีคำถามตามมาว่า ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญจะจบสิ้นไปจากประเทศไทยหรือไม่ หรือเป็นเพียงการสนองตอบต่อนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันเท่านั้น เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนผ่านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญจะกลับมาอีกครั้งหรือไม่ ซึ่งยังเป็นความกังวลกับผู้ที่อยู่ในวงการธุรกิจท่องเที่ยวอยู่ไม่น้อย
พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลการท่องเที่ยว บอกว่า ภาครัฐและเอกชนท่องเที่ยวได้ร่วมมือกันปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้มุ่งสู่นักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพอย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ และเชื่อว่าในครั้งนี้จะเกิดความยั่งยืนยาวนาน เพราะทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน โดยล่าสุดได้ออกมาตรการห้ามตั้งราคาขายต่ำกว่าทุน 1,000 บาท/คืน และห้ามขายทัวร์ออฟชั่นเพิ่ม 600 หยวน ประมาณ 3,000 บาท/ทริป ก็เป็นความสมัครใจของภาคเอกชนที่มองว่าราคานี้เป็นสิ่งที่รับได้
นอกจากนี้ ยังได้กำหนดราคาขายขั้นต่ำแบบขั้นบันได เบื้องต้นตั้งไว้ 3 ระดับ คือ สแตนดาร์ด โกลด์ แพลทินัม โดยเป็นกฎหมายลูกของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 ที่เตรียมประกาศใช้ในอีก 2 เดือนข้างหน้า ซึ่งกำหนดราคาดังกล่าวอาจเปลี่ยนชื่อเรียกแพ็กเกจตามความเหมาะสม และจะประกาศใช้ทุกตลาดโดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นราคาตลาดระยะสั้นหรือระยะใกล้ เพื่อสร้างมาตรฐานการบริการที่ดี ไม่ต้องปรับเปลี่ยนราคาบ่อยครั้ง ช่วยปรับภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง
“ขณะนี้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยไม่มุ่งเฉพาะปราบทัวร์ศูนย์เหรียญเท่านั้น แต่เน้นการยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยให้มีคุณภาพ ทั้งสินค้าและการบริการอย่างแท้จริง” พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 14 ต.ค.นี้รัฐบาลไทยนำโดย พล.อ.ธนะศักดิ์กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. ร่วมกับภาคเอกชน สมาคมการท่องเที่ยวด้านต่างๆ และบริษัททัวร์ตลาดจีนรายใหญ่ เตรียมเดินทางพบปะรัฐบาลจีนและบริษัททัวร์จีนที่กรุงปักกิ่ง เพื่อชี้แจงการกวาดล้างทัวร์ศูนย์เหรียญที่เกิดขึ้นในประเทศไทย พร้อมกำหนดทิศทางการตลาดในอนาคตร่วมกัน โดยเบื้องต้นได้รับคำยืนยันจาก รมว.ท่องเที่ยวฯ ว่า รัฐบาลจีนเห็นด้วยกับรัฐบาลไทยในการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ คงต้องจับตาดูว่าการเจรจาที่เกิดขึ้นนั้น ไทยกับจีนจะมีแนวทางปฏิบัติต่อกันอย่างไรนับจากนี้
ในทางปฏิบัติกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไม่ลืมว่าการจัดการทัวร์ศูนย์เหรียญโดยการบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ สิ่งที่ต้องมองย้อนกลับพร้อมเร่งลงมือปฏิบัติ คือ บรรดาผู้เกี่ยวข้องได้ร่วมมือกันพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐานการขนส่ง โรงแรมที่พัก รถบัส สินค้า และบริการทางการท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานเพียงพอกับเงินที่นักท่องเที่ยวยอมจ่ายหรือยัง
แม้ว่าไทยจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนจีนให้ความสนใจ รวมทั้งไม่เคยมีข้อพิพาททางการเมืองเหมือนประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไต้หวัน ฯลฯ แต่ราคาทัวร์ที่กระโดดสูงขึ้นเท่าตัว ทำให้มีความใกล้เคียงกับประเทศญี่ปุ่น หรือถูกกว่าไม่มากกับเส้นทางระยะการเดินทางไกลในแถบยุโรป เช่น ฝรั่งเศส จึงเป็นโจทย์ใหม่ที่ประเทศไทยต้องเร่งคิดในการพัฒนาสินค้าและบริการให้มีความคุ้มค่ามากและทัดเทียมกับราคาที่ปรับขึ้น แม้ว่าทุกฝ่ายเห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่วิธีการปฏิบัติต้องมีมาตรการชัดเจน โดยเฉพาะพฤติกรรมการชะลอตัวการเดินทางท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นสิ่งที่ประเทศไทยไม่ควรมองข้ามและนำมาปรับใช้กับกลยุทธ์และแผนการตลาดในอนาคตได้







