posttoday
เบี้ยวค่าสินค้า สัญญาณร้ายส่งออก

เบี้ยวค่าสินค้า สัญญาณร้ายส่งออก

08 ตุลาคม 2559

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

การส่งออกที่เคยเป็นพระเอกในการผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัว เริ่มถูกลดบทบาทลงนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐและลุกลามทำให้ประเทศเสาหลักเศรษฐกิจโลกประสบปัญหาเศรษฐกิจหดตัวอย่างต่อเนื่องจนถึงขณะนี้

การส่งออกขยายตัวติดลบต่อเนื่องมา 5-6 ปีแล้ว จากสาเหตุหลักคือประเทศคู่ค้าซื้อของน้อยลง และเริ่มออกอาการเงินฝืดไม่ชำระค่าสินค้าได้ตามเวลา เป็นผลให้การจ่ายค่าสินไหมทดแทนธุรกรรมรับประกันการส่งออกของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) หรือ ธสน. เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อัตราการเรียกร้องค่าสินไหมสูงสุดเกิดขึ้นในปี 2557 ที่มียอดกว่า 60 ล้านบาท

พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ เอ็กซิมแบงก์ กล่าวว่า ช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ มีผู้ส่งออกยื่นขอรับค่าสินไหมทดแทนกับ ธสน.วงเงิน 12.55 ล้านบาท สาเหตุจากผู้ซื้อไม่ชำระเงินค่าสินค้า 98% และผู้ซื้อล้มละลายอีก 2%

ประเภทสินค้าแบ่งตามมูลค่า ประกอบด้วย เป็นข้าว 50% อาหารกระป๋อง 20% เส้นไหมสำหรับทอพรม 15% อัญมณีและเครื่องประดับ 12% และยางรถยนต์ 3% หากแบ่งตามประเทศผู้ซื้อ ได้แก่ เยอรมนี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอเมริกา และนอร์เวย์

ปัจจุบันความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศยังเพิ่มสูงขึ้น โดยองค์กรรับประกันชั้นนำอย่างเอทราดิอุส (Atradius) คาดการณ์ว่า สถานการณ์ความเสี่ยงการล้มละลายในประเทศพัฒนาแล้วของปีนี้และปี 2560 อยู่ในช่วงเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552

แหล่งข่าวจากเอ็กซิมแบงก์ กล่าวว่า ผู้ส่งออกเริ่มมาขอซื้อประกันการส่งออกเพิ่มขึ้น เพราะตลาดหลักอย่างยุโรปลดการสั่งซื้อลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมทั้งจีนที่เป็นผู้ส่งออกและนำเข้ารายใหญ่ก็เกิดภาวะส่งออกหดตัวเช่นกัน ดังนั้นผู้ส่งออกก็ต้องหันไปหาตลาดใหม่ แต่ก็ไม่แน่ใจที่จะไปเปิดตลาดจึงต้องซื้อประกันเพื่อลดความเสี่ยง

ความเสี่ยงที่เอ็กซิมแบงก์แบกรับแทนผู้ส่งออกนั้นรับได้จำกัด ธนาคารจะจ่ายค่าสินไหม 90% ของทุนประกันเท่านั้น ดังนั้นเบี้ยประกันจะต้องสะท้อนความเสี่ยง หากส่งออกไปในประเทศที่มีความวุ่นวายทางการเมืองตลอดเวลา อย่างอียิปต์หรือประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาและกัมพูชา ธนาคารจะคิดเบี้ยประกันสูงกว่าประเทศที่ไม่มีปัญหาภายใน

นอกจากนี้ เอ็กซิมแบงก์มีระบบบริหารความเสี่ยงด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ซื้อในต่างประเทศ ใช้วิธีซื้อข้อมูลจากบริษัทต่างประเทศที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเครดิตของผู้ประกอบธุรกิจ (Information Agency) เป็นหลัก

รองลงมาคือ ใช้ข้อมูลจากองค์กรรับประกัน (Export Credit Agency) ในต่างประเทศ และข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐที่อยู่ในต่างประเทศ เช่น ทูตพาณิชย์ เป็นต้น แล้วนำมาวิเคราะห์และแจ้งแก่ผู้ส่งออกไทยว่า เอ็กซิมแบงก์จะรับประกันการส่งออกไปยังผู้ซื้อต่างประเทศรายนั้นหรือไม่

"เราไม่อาจทราบว่าคู่ค้าในต่างประเทศของผู้ส่งออกเรามีฐานะการเงินอย่างไร ก็ต้องใช้วิธีซื้อข้อมูลมาดู หากเห็นว่าเสี่ยงเกินไปก็สามารถปฏิเสธไม่รับประกันได้ แต่หากรับประกันไปแล้วเกิดปัญหาลูกค้าเก็บเงินไม่ได้ ธนาคารจ่ายค่าสินไหมให้ลูกค้าแล้ว ก็จะเปลี่ยนสถานะไปเป็นเจ้าหนี้ของคู่ค้าในต่างประเทศแทน" แหล่งข่าวเปิดเผย

กรณีที่เกิดปัญหาขึ้นแล้ว การติดตามหนี้นั้นเอ็กซิมแบงก์จะใช้บริการจากบริษัทกฎหมายหรือบริษัทที่ได้รับอนุญาตในการทวงถามหนี้ (Collection Agency) ในต่างประเทศ ติดตามทวงหนี้คืนจากผู้ซื้อในต่างประเทศ

การซื้อขายผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-คอมเมิร์ซนั้น ทางเอ็กซิมแบงก์ยังไม่รับประกัน หากเป็นการซื้อขายกับลูกค้าบุคคลหรือนิติบุคคลโดยตรง แต่หากเป็นการซื้อขายผ่านสถาบันการเงิน คือ เปิดใบคำสั่งซื้อมาและมีหนังสือรับรองจากธนาคารของประเทศคู่ค้า ก็จะมีหลักฐานการชำระเงินและเอกสารการค้าที่ครบถ้วน ยืนยันได้ว่ามีการสั่งซื้อที่ชัดเจน ไม่มีปัญหา

กรณีที่เป็นการซื้อขายกันเองของลูกค้าโดยไม่ผ่านสถาบันการเงิน ที่ธนาคารไม่รับประกันเพราะตรวจสอบยาก กรณีที่มีการไม่ชำระค่าสินค้าขึ้นมาก็จะฟ้องร้องลำบาก ไม่มีเอกสารหลักฐานอะไร ดังนั้นหากลดความเสี่ยงลูกค้าก็ควรจะค้าขายผ่านธนาคารที่ผู้ซื้อสินค้าใช้บริการจะดีกว่า

สำหรับการซื้อประกันการส่งออกในปีนี้ ยังมีความต้องการซื้อสูงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวดี ซึ่งจะต้องติดตามดูต่อไปว่าในปีนี้จะมีการเคลมประกันส่งออกเพิ่มขึ้นหรือไม่ และนี่เป็นสัญญาณบอกภาวะเศรษฐกิจโลกได้อีกทางหนึ่ง

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน