posttoday
สันติภาพปางหลวง กับ เศรษฐกิจรัฐฉาน-กะฉิ่น

สันติภาพปางหลวง กับ เศรษฐกิจรัฐฉาน-กะฉิ่น

07 ตุลาคม 2559

ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-3 ก.ย. 2559 มีการประชุมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของเมียนมาที่เรียกว่า “การประชุมสันติภาพปางหลวงแห่งศตวรรษที่ 21” ที่กรุงเนย์ปิดอว์ ที่บอกว่าสำคัญเพราะเป็นการประชุมในรอบ 69 ปี นับจากปีที่สนธิสัญญาปางหลวงลงนามของกลุ่มชาติพันธ์ุในเมียนมาเมื่อปี 2490 โดยนายพลอองซาน บิดาของนางอองซานซูจี ที่ต้องการรวบรวมกลุ่มชาติพันธุ์ 4 กลุ่ม ในขณะนั้นคือ กลุ่มเมียนมากับกลุ่มเขตภูเขา ได้แก่ รัฐฉาน รัฐกะฉิ่น และรัฐชิน เพื่อเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ โดยตกลงกันในสัญญาปางหลวงว่า เมื่อได้รับเอกราชแล้ว หลังจากนั้น 10 ปี จะให้แต่ละชาติพันธุ์ปกครองตนเอง

ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-3 ก.ย. 2559 มีการประชุมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของเมียนมาที่เรียกว่า “การประชุมสันติภาพปางหลวงแห่งศตวรรษที่ 21” ที่กรุงเนย์ปิดอว์ ที่บอกว่าสำคัญเพราะเป็นการประชุมในรอบ 69 ปี นับจากปีที่สนธิสัญญาปางหลวงลงนามของกลุ่มชาติพันธ์ุในเมียนมาเมื่อปี 2490 โดยนายพลอองซาน บิดาของนางอองซานซูจี ที่ต้องการรวบรวมกลุ่มชาติพันธุ์ 4 กลุ่ม ในขณะนั้นคือ กลุ่มเมียนมากับกลุ่มเขตภูเขา ได้แก่ รัฐฉาน รัฐกะฉิ่น และรัฐชิน เพื่อเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ โดยตกลงกันในสัญญาปางหลวงว่า เมื่อได้รับเอกราชแล้ว หลังจากนั้น 10 ปี จะให้แต่ละชาติพันธุ์ปกครองตนเอง

แต่หลังเมียนมาได้รับเอกราชในปี 2491 เป็นสหภาพเมียนมา นายพลอองซาน ที่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ถูกลอบสังหาร มีการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลเป็นนายอูนุ แม้สัญญาปางหลวงจะถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2490 แต่เมื่อได้รับเอกราชครบ 10 ปี เมียนมาไม่ทำตามสัญญาที่จะคืนอำนาจให้แต่ละรัฐ แต่ละชาติพันธุ์ปกครองตนเอง หลังจากนั้นนายพลเนวินได้ยึดอำนาจจากนายอูนุ และฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง สัญญาปางหลวงจึงกลายเป็นโมฆะ จึงเป็นที่มาให้กลุ่มชาติพันธุ์จับอาวุธมาสู้รบกับเมียนมายาวนานกว่า 60 ปี ฉะนั้นรัฐฉานและกะฉิ่นจึงมีความสำคัญในสนธิสัญญาปางหลวงและการพัฒนาเศรษฐกิจของเมียนมามาอย่างยาวนาน

ผมขอเริ่มจากทำความรู้จักรัฐฉานก่อน รัฐฉานมีพื้นที่มากที่สุดของเมียนมา 676,578 ตร.กม. มีเมืองเอก คือ ตองยี รัฐฉานมีตำแหน่งที่ตั้งที่ดีมากเพราะมีชายแดนติด 3 ประเทศ คือ ไทย สปป.ลาว และจีน (มณฑลยูนนาน) ในปี 2558 รัฐฉานมีประชากร 6 ล้านคน เศรษฐกิจของรัฐฉานขึ้นกับการทำการเกษตร เหมืองแร่ และการค้าชายแดน และยังเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างเมียนมากับจีนที่ด่าน “มูเซ” และ “ลุ่ยลี่” ปัจจุบันกำลังก่อสร้าง “Muse Central Economic Zone” ขนาดพื้นที่ 700 ไร่ ที่ประกอบด้วยตลาดหยก ภัตตาคาร ตลาดและร้านค้า คาดว่าจะเสร็จในปี 2561 สินค้าที่ไทยส่งออกตรงด่านแม่สาย น้ำมันเชื้อเพลิง สุรา เบียร์ ไวน์ เครื่องดื่ม น้ำดื่ม ปูนซีเมนต์ สังกะสี เหล็กเส้น รถยนต์และส่วนประกอบ ขนมปัง และเครื่องจักร ส่วนสินค้านำเข้า ได้แก่ แร่แมงกานีส แร่ดีบุก ใบชา ส้มสด กระเทียม เครื่องแต่งกาย และเศษเหล็ก

สำหรับรัฐกะฉิ่น ติดกับ ทิเบต อินเดีย และจีน มีเมืองเอกคือ มิตจีนา เศรษฐกิจขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ทองคำ หยก และไม้สัก รวมทั้งการขายไฟฟ้าพลังน้ำ เช่น ให้สัมปทานจีน 30 แห่ง ในเมียนมา (เมียนมามีทั้งหมด 200 เขื่อนไฟฟ้า รัฐฉาน 83 แห่ง และรัฐกะฉิ่น 40 แห่ง) การสร้างเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดของจีน คือ “Myitsone Dam” ของแม่น้ำอิรวดีที่เป็นการร่วมทุนระหว่าง ไชน่า พาวเวอร์ อินเตอร์เนชันแนล (China Power International-CPI) กับกระทรวงการพลังงานไฟฟ้า (Ministry of Electrical Power) เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2552 เงินลงทุน 3,600 ล้านเหรียญ แต่โครงการนี้หยุดไปเมื่อปี 2554 สาเหตุมาจากการประท้วงของคนใน
ท้องถิ่นเพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่เท่ากับประเทศสิงคโปร์ ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม และ 90% ของไฟฟ้าที่ผลิตได้จะส่งกลับไปยังประเทศจีน

นอกจากนี้ รัฐกะฉิ่นมีจุดเด่นเรื่องการท่องเที่ยวมีหิมะปกคลุมตลอดปีบนภูเขาก่าขาโบราที อยู่ในจังหวัดปูตาโอ ทางตอนเหนือของรัฐกะฉิ่น จะเห็นได้ว่าทั้งสองรัฐของเมียนมานี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคตของเมียนมาอย่างมาก เพราะเป็นศูนย์กลางของทรัพยากรธรรมชาติที่มีมูลค่ามหาศาล

หากเมียนมามีความเป็นเอกภาพ ในอนาคตบทบาทของเมียนมาจะโดดเด่นขึ้นไปอีกมากในเวทีการค้าและการลงทุนของโลกอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล