
แบงก์ชาติการันตี นาโนไฟแนนซ์รุ่ง
ธปท.ชี้นาโนไฟแนนซ์ไม่ล้มเหลว เหตุช่วยเพิ่มทางเลือกทางการเงิน และทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้ดีขึ้น
ธปท.ชี้นาโนไฟแนนซ์ไม่ล้มเหลว เหตุช่วยเพิ่มทางเลือกทางการเงิน และทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้ดีขึ้น
นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีสินเชื่อรายย่อยเพื่อนำไปประกอบอาชีพ หรือนาโนไฟแนนซ์ ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบได้ เพราะมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึง ต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบว่า การแก้ไขปัญหาสินเชื่อนอกระบบต้องดูแลเป็นองค์รวม ทั้งในแง่ประชาชนผู้ใช้บริการ หรือผู้กู้ และบริษัทผู้ให้บริการ หรือผู้ให้กู้ โดยเท่าที่ผ่านมาทางการได้มีการเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้กู้ด้วยการเพิ่มบริการนาโนไฟแนนซ์เพื่อให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้อีกทาง
“นาโนไฟแนนซ์ก็ช่วยปิดช่องว่างการเข้าถึงสินเชื่อได้ดีพอสมควร ในครั้งนี้กระทรวงการคลังได้ดูแลในมิติของผู้ให้กู้หรือฝั่งผู้ประกอบการด้วย โดยปรับกลไกรองรับผู้ให้กู้ ที่เดิมเคยเป็นเจ้าหนี้นอกระบบ ให้เข้ามาอยู่ในระบบ และอีกไม่นานก็จะมีกฎหมายเกี่ยวกับการห้ามเรียกดอกเบี้ยในอัตราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อสร้างแรงกดดันให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นด้วย” นายสมบูรณ์ กล่าว
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมองรอบด้าน โดยให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (ธนาคารรัฐ) เช่น ธนาคารออมสิน เข้ามาช่วยดูแลการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งมีส่วนเพิ่มช่องทางการแก้ไขปัญหาสินเชื่อนอกระบบให้สมบูรณ์มากขึ้นอีกทาง
ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบอาชีพรายย่อยทุกประเภทสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ถูกคิดดอกเบี้ยอัตราสูง 5-10% ต่อเดือน หรือ 60-120% ต่อปี และยังมีปัญหาทวงหนี้โหด ทำให้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังและธปท. ต้องการจัดระเบียบให้ผู้ปล่อยกู้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการนาโนไฟแนนซ์ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งในแง่ของจำนวนผู้มาลงทะเบียนการให้บริการปล่อยกู้ และวงเงินที่ปล่อยกู้ได้ จากข้อมูลของ ธปท.เมื่อเดือน มิ.ย. 2559 ที่นาโนไฟแนนซ์ดำเนินการมาครบ 1 ปี พบว่า มีการออกใบอนุญาตให้ทำธุรกิจปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ได้เพียง 26 ราย และมีบริษัทเปิดดำเนินการจริงเพียง 15 ราย มีวงเงินกู้รวมทั้งสิ้น 340 ล้านบาท แถมผู้กู้บางกลุ่มยังมีปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในระดับสูง ส่วนหนึ่งเพราะประชาชนผู้กู้คิดว่าเป็นเงินกู้จากรัฐ จึงเบี้ยวไม่จ่ายหนี้คืนด้วย
อีกทั้งกฎระเบียบของกระทรวงการคลังและธปท.ที่เข้มงวด บวกกับต้นทุนการปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ได้ไม่คุ้มทุน เนื่องจากสามารถปล่อยกู้ต่อรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท และคิดอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 36% ต่อปี และผู้ให้กู้ต้องถูกขึ้นทะเบียนเพื่อจ่ายภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วย







