‘พิจิตต์ วิริยะเมตตากุล’ เชื่อในหุ้น&อสังหาฯ
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
พิจิตต์ วิริยะเมตตากุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี (VIBHA) อายุ 31 ปี ทายาทรุ่นที่ 2 หรือบุตรชายของ “ชัยสิทธิ์ วิริยะเมตตากุล” กรรมการผู้จัดการ เขาได้รับความไว้วางใจดูแลเรื่องบัญชีและการเงินทั้งโรงพยาบาลและอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัว
เขาเล่าให้ฟังถึงวิธีการบริหารเงินส่วนบุคคลว่า ได้มุมมองความเป็นระเบียบและมีวินัยการใช้เงินจากคุณพ่อเป็นหลัก แม้ไปเรียนต่างประเทศก็จะให้เงินเพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันพอดี ถ้าอยากได้อะไรที่นอกเหนือจากนั้นก็ต้องทำงานเล็กน้อยเพื่อเก็บเงินไว้ซื้อเอง
พอเริ่มต้นทำงานคุณพ่อก็เริ่มสอนให้มีเป้าหมายการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) โดยซื้อให้ครบจำนวนที่สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษี และตามปกติส่วนตัวจะไม่ค่อยเก็บเงินสดไว้ แต่จะลงทุนไปกับอะไรอย่างหนึ่งตลอด สิ่งแรกที่เลือกคือ “หุ้น” เนื่องจากที่บ้านลงทุนทั้งในหุ้นและอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้ว
เมื่อถนัดด้านการเงินก็เลือกอ่านงบการเงินอย่างละเอียด โดยเลือกจากบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดีเป็นอย่างแรก เน้นบริษัทมีความสามารถทำกำไรเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ควรเป็นบริษัทที่มีการเติบโตและการจ่ายเงินปันผลที่ดีควบคู่กันด้วย หากได้รู้จักผู้บริหารด้วยก็จะยิ่งดี เพราะจะทำให้เรารู้ว่าบริษัทมีความน่าเชื่อถือหรือน่าลงทุนได้อย่างหนึ่งเพราะรู้ว่ามีสไตล์การบริหารงานอย่างไร ส่วนหนึ่งก็ได้มุมมองและการเลือกลงทุนจากคุณพ่อมาด้วย
ปัจจุบันเขามีหุ้นในพอร์ตเพียง 7-8 ตัว ถ้าเชื่อมั่นและมั่นใจว่า บริษัทมีโอกาสเติบโตได้อีกก็จะถือยาวไป โดยรวมผลตอบแทนหุ้นเฉลี่ยต่อปีจะอยู่ที่ 30-40% ทั้งส่วนต่างกำไรและเงินปันผล ส่วนตัวจะกำหนดราคาต่อมูลค่าหุ้นทาง บัญชีหรือบุ๊กเอาไว้เองว่า ควรอยู่ในระดับเท่านี้ก็จะเข้าซื้อหรือขายออก ซึ่งจะมีการขายหุ้นออกไปบ้างโดยจะต้องเห็นชัดเจนว่าบริษัทไม่สามารถทำได้ตามแผนที่บอกไว้ หุ้นตัวหนึ่งที่ลงทุนมานานแล้วและราคาก็ไม่แพง อีกทั้งมีการจ่ายปันผลดีมาตลอดคือ บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (CGH)
“ผมมั่นใจการลงทุนด้วยตัวเองมากกว่า ขึ้นอยู่กับจังหวะด้วย บางทีก็ขายหุ้นเพื่อเอาไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เมื่อเห็นราคาถูกมากและต้องซื้อในจังหวะนี้เท่านั้น เมื่อก่อนซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่า แต่ตอนนี้ขายออกไปเพราะรู้สึกว่าตลาดคอนโดไม่ค่อยดีแล้ว และหันมาซื้อเป็นตึกออฟฟิศให้เช่าจะดีกว่า ซึ่งการลงทุนอสังหาฯ ต้องเลือกตอนที่ธุรกิจไฮซีซั่นหรือโลว์ซีซั่นไปเลย รอให้ตลาดอยู่กลางๆ จะรอดยากขายไม่ได้เพราะแบงก์จะไม่ปล่อยกู้” พิจิตต์ เล่า
ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนเป็นหุ้น 60-70% ขณะที่ อสังหาริมทรัพย์ 30% แต่เมื่อก่อนสัดส่วนเท่ากันที่ 50% ตอนนี้ลดพอร์ตอสังหาฯ ลงไปมาก ขณะที่ราคาหุ้นก็ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับสูงด้วย ส่วนตัวเชื่อว่ารีเทิร์นหุ้นจะมากกว่า ถ้าเชื่อว่ามูลค่าหุ้นยังมีอยู่สูงก็จะถือต่อไป แม้บริษัทนั้นจะขาดทุน สิ่งสำคัญอยู่ที่การเลือกตัวหุ้นเป็นหลัก ถ้าเลือกหุ้นที่ดีก็จะดี แม้บางทีหุ้นจะมีการสวิงหรือผันผวนมากกว่าอสังหาฯ ก็ตาม แต่อสังหาฯ จะขายง่ายกว่าเพราะขึ้นอยู่กับราคาที่ขายได้


